“ม่ฮะ ทำไมหน้าของแม่จึงมีแผลเป็นเต็มไปหมดล่ะฮะ”
          เสียงเดียวกันนี้เฝ้าถามครั้งแล้วครั้งเล่า
          และทุกครั้งโดยอัตโนมัติ
          มือของผู้เป็นแม่จะยกขึ้นลูบคลำรอยขรุขระของเนื้อบนใบหน้า
          ใบหน้าอันเหี่ยวย่น ดำคล้ำคล้ายถูกความร้อนจัดแผดเผา
          “ทำไมหน้าแม่ของเพื่อนๆ เขาไม่เห็นเหมือนกับหน้าแม่เลยฮะ”
          ไม่เหมือน
          ถูกแล้ว ไม่เหมือนใครเลย
          ไม่ใช่เจ้าลูกชายวัยสิบขวบจะเฝ้าถามและพูดประโยคนี้เท่านั้น
          คนอื่นๆ ด้วย
          ทุกคนที่เห็นเธอ ไม่ว่าที่ไหน
          ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียน
          บางคนถึงกับซุบซิบไล่หลังเธอ
          ใช่...แผลเป็นอันนั้น
          “ลูกแม่...”
          เธอดึงลูกชายเข้ากอดไว้แน่น พยายามกล้ำกลืนความขมขื่นและน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตาทั้งสอง
          “ลูกยังไม่เข้าใจหรอก...สักวันหนึ่ง เมื่อลูกแม่โตแล้ว แม่จะบอกให้นะลูกนะ ดึกแล้วลูกเข้านอนเถอะ  พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน
          แม่ยืนมองลูกน้อยตาหรี่ กำลังจะหลับไปด้วยความผาสุข
          ยืนมองอยู่นาน
          แปดปีย้อนหลังไป
          เธอยืนดูลูกชายวัยสองขวบหลับสนิทอยู่ในเปล ในเช้าแห่งความทรงจำอันขมขื่นเช้านั้น
          เมื่อแน่ใจว่าลูกน้อยหลับแล้ว
          เธอคว้าตะกร้าจ่ายกับข้าว ย่องออกจากบ้าน
          กิจวัตรที่เธอทำเป็นประจำ
          ทำอย่างไรได้ เธอตัวคนเดียวในขณะที่สามีออกไปทำงานแต่เช้าตรู่
          ทว่า เช้าวันนั้น
          ขณะรีบสาวเท้ากลับ
          ตะกร้าเต็มด้วยข้าวของที่เธอสรรหาซื้อมา
          ถนนที่นำไปสู่บ้านของเธอนั้นดูมีชีวิตชีวาผิดสังเกต
          คนมุ่งหน้าไปทางนั้นด้วยความรีบเร่ง
          สีหน้าแตกตื่น
          เสียงหวอบอกให้เธอรู้ว่าเกิดเพลิงขึ้นสักแห่งไม่ใกล้ไม่ไกล
          เธอเร่งฝีเท้าแข่งกับฝูงชน
          ในใจก็ภาวนาขออย่าให้เป็นที่บ้านเลย
          ยิ่งใกล้บ้านเข้าไปคนยิ่งออกันแน่นหนายิ่งขึ้น
          เธอแหวกคนเกือบๆ จะวิ่ง ของในตะกร้าตกเรี่ยราด
          พอเลี้ยวมุมถนนได้เท่านั้น
          ภาพที่อยู่ข้างหน้าทำให้เธอกรีดร้อง
          ปล่อยตะกร้าตกดิน
          บ้านห้องแถวของเธอชั้นล่างถูกเปลวเพลิงกลืนหายไปเกือบหมด
          “โธ่ คุณพระช่วย...ลูกฉัน...”
          เธอแหวกคนวิ่งไปข้างหน้าอย่างดีเดือด
          ตาก็จ้องอยู่ที่ชั้นสองที่เปลวเพลิงเหมือนลิ้นแหลมๆ เล็มเลียขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
          “นี่...คุณ จะบ้าแล้วรึ... อย่า อย่าเข้าไป...”
          พนักงานดับเพลิงร้องสุดเสียงเมื่อเห็นใครคนหนึ่งวิ่งร่า ฝ่าเพลิงเข้าไปในบ้าน
          ทว่า เธอไม่ได้ยิน ไม่สนใจด้วยซ้ำ
          สิ่งเดียวที่เธอสนใจคือ
          ลูกน้อยที่นอนหลับอยู่บนชั้นสอง
          ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างส่งเสียงร้องอื้ออึง
          เสียงกรีดแหลมของผู้หญิงดังประปราย
          แล้วเสียงอื้ออึงเหล่านั้นก็นิ่งเงียบพร้อมกับร่างผู้หญิงคนนั้นหายเข้าไปในกองเพลิง
          ทุกคนยืนตะลึง เงียบ ก้มหน้านิ่ง
          จะได้ยินก็เพียงเสียงสะอื้นดังแทรกเสียงไฟลุกเหิม เผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้าด้วยความกระหาย
          ทันใด เสียงใครคนหนึ่งตะโกน
          “นั่น...ออกมาแล้ว...เร็ว ช่วยหน่อย...”
          ร่างๆ หนึ่งโผล่พรวดออกจากกองเพลิง
          มืออุ้มอะไรบางอย่างที่ห่อไว้มิดชิดด้วยผ้าห่ม
          ร่างนั้นลุกเป็นไฟ กระเสือกกระสนออกมาคล้ายกับสะเก็ดไฟ ที่กระเด็นออกจากไฟกองใหญ่
          ห่อนั้นถูกกลิ้งห่างออกมา
          แล้วร่างนั้นก็ล้มแน่นิ่งไป
          เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง
          พบตัวเองนอนอยู่บนเตียง
          หมอและนางพยาบาลสองสามคนกำลังง่วนอยู่กับบาดแผล ที่เกิดจากไฟลวกทั้งตัวของเธอ
          ใบหน้าของเธอนั้นถูกผ้าพันไว้เกือบมิดชิด
          ความปวดแสบทั่วร่างกาย
          “ลูก...ลูกฉันล่ะ...”
          “ปลอดภัย...ผ้าห่มช่วยกันไฟไว้...ไม่ต้องห่วง...”
          เธอถอนใจด้วยความโล่งอก
          ตาทั้งสองหรี่หลับไปอีกครั้งหนึ่ง

          แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้ว
          ทว่า สำหรับเธอดูเหมือนจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
          เธอยกมือขึ้นลูบหน้าอันขรุขระของเธออย่างไม่ตั้งใจ ขณะยืนมองลูกหลับฝันหวานอยู่
          “ลูกแม่...” เธอพึมพำราวกับพูดกับตัวเอง
          “สักวันหนึ่ง เมื่อลูกจะโตพอรู้เรื่องแล้ว...ลูกจะเข้าใจ ว่าทำไมหน้าของแม่จึงหน้าเกลียด น่าขยะแขยง ไม่เหมือนหน้าคนอื่นลูกมีชีวิตอยู่จนถึงเวลานี้ได้ก็เพราะแผลเป็นบนใบหน้าของแม่นี่แหละ แม่ต้องแลกชีวิตของลูกกับใบหน้าอันสวยงามที่แม่เฝ้าแต่งด้วยความทะนุถนอม แต่แม่ไม่เคยรู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย...ลูกแม่... เมื่อลูกจะโตขึ้นลูกจะเข้าใจ และแม่แน่ใจว่า ความริ้วเหร่บนใบหน้าของแม่นั้น แม้สำหรับคนอื่นจะน่าสะอิดสะเอียน ขยะแขยง  แต่สำหรับลูกแม่คงจะต้องเป็นใบหน้าที่น่ารัก  น่าทะนุถนอม น่าจูบ น่าบูชา...เพราะการที่ลูกมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะแผลเป็นเหล่านี้แหละ...”
          จนกระทั่งเสียงคนยามตีบอกเวลาเที่ยงคืนนั่นแหละ
          เธอจึงได้เดินออกจากห้องของลูกชาย
          แผลเป็นเหล่านั้น
          ครับ รอยแผลที่ทำให้เรารอด
          ที่ทำให้เราพ้นจากอาชญาของพระเจ้า
          ที่ช่วยเปิดประตูสวรรค์ให้เรา
          แม้สำหรับคนอื่นจะเป็นสิ่งน่าทุเรศ
          แต่สำหรับเราแล้ว เป็นสิ่งน่าเทิดทูน น่าบูชา น่านมัสการ
          ครับ แผลเป็นทั้งห้าของพระคริสตเจ้าที่ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อช่วยเราให้รอด รอยแห่งความรักอันสูงส่ง •

 



-TOP-