สะพานลอย


 

จู่ๆ หัวใจอันแห้งผาก
ก็กลับกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาขึ้นมา
แต่แล้วทุกสิ่งก็ดับวูบลง
คงปล่อยให้หัวใจนั้นว้าเหว่อย่างเหลือทน

“ สาธุ...ขอให้พ่อหนูจำเริญๆมีอนาคตแจ่มใส...เรียนได้คล่อง ”
เสียงแหบแห้งของชายชราดังขึ้นมาราวกับอัตโนมัติ
ทันทีที่เหรียญบาทกระทบกับก้นขันโลหะเก่าๆ ที่แกถือด้วยมืออันเหี่ยวแห้งเป็นริ้วรอยเพราะอายุ
แล้วมือทั้งสองก็ประคองขันขึ้นชิดหน้าผาก
ขณะที่ปากก็พร่ำคำอวยพรที่พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ติดขัดว่างเว้น

โดยไม่นำพาว่าเจ้าของเหรียญบาทที่เพิ่งกระแทกก้นขันแกนั้น
จะได้ยินคำร่ำพรชัยของแกหรือไม่

ทว่าแกแน่ใจว่า
แม้คนจะผ่านไปนับสิบขณะที่แกร่ำอวยชัยให้พร
พรของแกเจาะจงก็แต่คนที่หย่อนเหรียญบาทให้แกเท่านั้น

แกมาจากไหน ไม่มีใครรู้
และไม่เคยมีใครคิดจะสนใจด้วยซ้ำ

แต่ทุกเช้า ราวกับนัดไว้
แกจะนั่งปลายสะพานลอย
ที่เชื่อมสองฟากถนนหน้าโรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
นั่งอยู่ที่นั่นเป็นประจำ
จนดูเหมือนว่าแกเป็นส่วนหนึ่งของสะพานลอยไปเสียแล้ว
แกพยายามนั่งเสียชิดราวบันได
เพื่อไม่ไปเกะกะสร้างความรำคาญให้ผู้คนที่ขึ้นลง
ช่วงเช้าก่อนเรียนและช่วงหลังเลิกเรียน
เป็นช่วงที่พลุกพล่านแออัด
จนหลายครั้งแกอดกลัวไม่ได้
ที่ใครบางคนอาจจะไม่ได้สังเกตเดินเหยียบแกเข้า

นักเรียนตัวเล็กตัวน้อย
ที่ผ่านไปผ่านมามักจะหย่อนเศษสตางค์ให้แก
เศษเงินค่าขนมที่เหลือบ้าง
ค่าขนมที่ยอมอดเพื่อทำบุญบ้าง
แม้จะเล็กน้อย
ทว่าแต่ละเหรียญที่หย่อนลงไป
มันมีค่ามากสำหรับแก
เพราะสำหรับแกแล้ว
คุณค่าของเงินไม่ใช่อยู่ในจำนวน
ทว่าอยู่ในน้ำใจของผู้ให้ต่างหาก
คำอวยชัยให้พรซึ่งเคยสรรแต่งให้ผู้ใหญ่
ก็ได้รับการดัดแปลงให้เหมาะสมกับวัยของผู้ให้ส่วนใหญ่ของแก
“... ขอให้เรียนได้ดี มีอนาคตแจ่มใส ไร้โรคภัยไข้เจ็บ สอบก็ขอให้ได้ที่หนึ่ง... ”

พอเสียงระฆังเข้าเรียนดังขึ้น แกก็ถอนหายใจยาว
นั่นหมายถึงเหรียญที่เข้ากระทบกังวานในขันของแกจะ
ค่อยทีค่อยลดความถี่ลง
นานทีจะมีใครสักคนที่ผ่านไปมา
ใจบุญหย่อนเหรียญสองเหรียญลงไปในขันอันว่างเปล่าของแก
จนกระทั่งเสียงระฆังเลิกเรียนนั่นแหละ
แกจึงเริ่มดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

“ ลุงฮะ เช้านี้สอบหนักเลย ”
เสียงแหลมเล็กดังชัดถ้อยชัดคำ
ขณะที่เหรียญบาทสองอันพากันลงไปกระทบก้นขันเป็นจังหวะไล่เลี่ยกัน
“ อวยพรผมเป็นพิเศษหน่อยฮะ ”
และก่อนที่แกจะหายงงงันกับความแปลกใหม่
ที่จู่ๆ ก็มาทำลายความจำเจประจำวันของแกอย่างไม่คิดไม่ฝันนี้
เจ้าของเสียงน้อยๆก็ก้าวเท้าด้วยความว่องไว
ลงบันไดสะพานลอยไปทางโรงเรียนแล้ว

แกอดนึกขำตัวเองไม่ได้
ที่ต้องเจอกับความซื่อๆ ไร้เดียงสาเช่นนี้

เพราะแกเองก็ไม่เคยคิดจริงจังอะไรนักกับคำพูดอวยชัยให้พรที่แกพรั่งพรูออกจากปาก
โดยไม่ได้คิด ราวกับจานเสียงยังไงยังงั้น
มันเป็นการกระทำแบบอัตโนมัติก็ว่าได้
เวลาเดียวกัน
แกเกิดมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวแกเอง
อย่างน้อยเด็กคนหนึ่งล่ะ
ที่เห็นคุณค่าของแก ของคำอวยพรของแก

แกรู้สึกสุขใจอย่างประหลาด
ความสุขใจที่แกไม่เคยลิ้มรสมาช้านาน
ก็ตั้งแต่แกเริ่มมานั่งปลายสะพานลอยนี่แหละ
เพราะการมานั่งถือขันขอทาน
ก็เท่ากับเป็นการประกาศตัวเองว่า
หมดแล้วซึ่งคุณค่า ไร้ประโยชน์ ต้องพึ่งคนอื่น
รังแต่จะเป็นพยาธิสังคม...

แกค่อยๆ บรรจงยกมือสองข้างขึ้นประนมจรดหัว
หลับตาพริ้ม ขณะที่อธิษฐานควบคู่กับร่ำพร
เป็นนานสองนาน

วันนั้นทั้งวัน
จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

โดยไม่ไยดีต่อเสียงเหรียญที่กระทบกับขันที่แกวางลงไว้ที่พื้นโลหะของสะพาน
เสียงระฆังบอกเริ่มเรียน เปลี่ยนวิชาแต่ละครั้ง
เป็นดังเครื่องคอยเตือนแกอะไรสักอย่าง
และพร้อมๆ กับเสียงระฆัง
มืออันเหี่ยวย่นทั้งสองก็ประนมขึ้นจรดหน้าผาก
พอรู้ตัวแกก็ตำหนิตนเอง
ที่ชักจะเลยเถิดห่วงใยเจ้าเด็กคนนั้นจนเกินไป
แต่เวลาเดียวกันหัวใจแกให้รู้สึกผูกพัน
มันคงจะไม่ใช่เจ้าเหรียญบาทสองเหรียญนั้นเป็นแน่
ที่ทำให้แกเฝ้าอธิษฐานส่งพรไปพร้อมกับเสียงระฆัง
จนแทบจะไม่ได้ส่งศีลให้พรคนใจบุญที่หย่อนเหรียญให้แก

“ ขอบคุณฮะลุง ที่อวยพรให้ ”
เหรียญบาทสองเหรียญไล่ตามกันลงไปกระทบขันใบเก่า
พร้อมๆกับเสียงเล็กๆ
น้ำเสียงส่อความร่าเริงแจ่มใส
แม้จะมีเสียงพูดคุยตะโกนเริงร่าของเด็กๆ
ที่หิ้วกระเป๋าเล็กใหญ่กรูกันออกจากประตูโรงเรียน
แต่เสียงเล็กๆเสียงนั้นแกจำได้แม่นยำ
“ คุณหนู...นี่คุณหนู ”
แกรีบตะโกนเรียกขณะที่ร่างน้อยกำลังกระโดดลงบันไดสะพานลอย
“ นี่หนูทำไมให้ลุงมากยังงั้นล่ะ ”
แกละล่ำละลักพูด ขณะคว้าเหรียญบาทจะส่งคืน
“ ไม่เป็นไรฮะลุง ลุงเก็บเอาไว้เถอะ ”
“ คุณหนูให้ลุงมากอย่างนี้ คุณหนูคงจะไม่ได้ทานขนมเลยสิวันนี้ ”
“ ไม่เป็นไรฮะ สอบได้ดีก็พอใจแล้ว...ลุงเก็บไว้เถอะฮะเพราะพรของลุงแท้ๆ ”

แม้ร่างน้อยๆ จะลงบันไดสะพานไปนานแล้ว
แต่แกก็ยังมองตามไปเป็นนานสองนาน

ความสุขใจเอ่อล้นดวงใจอันเมื่อยล้าเบื่อหน่ายจำเจของแก
มันนานมากแล้วสินะ แกคิด
ที่แกไม่ได้ลิ้มรสความรู้สึกอย่างนี้
นานจนแกแทบจะจำไม่ได้ว่าเคยลิ้มมาก่อน
ท่าทีพูดจาอย่างเป็นกันเอง
ประกอบกับสายตาที่เป็นประกายคู่นั้น
ทำให้ดวงใจที่อ่อนระโหยโรยแรงของแก
กลับกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

นี่หนอความซื่อของเด็กๆ
เป็นความซื่อที่ไม่คิดจะมีการแบ่งแยก

ระหว่างคนรวย คนจน
ระหว่างคนมีอำนาจวาสนา กับคนต้องอับโชค
ระหว่างคนแก่ กับเด็ก
มันเป็นความซื่อที่ไม่คิดจะมีการรังเกียจเดียดฉันท์
ความซื่อที่มองเห็นคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
คู่ควรแก่การพูดคุย พึ่งพา คบหา
โดยไม่นำพาเสื้อผ้า ฐานะ บ้านช่อง พื้นเพ
มันเป็นความซื่อที่น่ารัก น่าเอ็นดู น่าดึงดูดใจ
ทว่า มันเป็นความซื่อที่มีอันจะต้องถูกทำลายลง
เมื่อคนใหญ่เริ่มเสี้ยมสอนพวกเขาให้คิดแบ่งแยก คิดรังเกียจ คิดถือฐานะ ยศศักดิ์
คิดดูถูกดูแคลนคนต่ำต้อยน้อยวาสนา คนจน คนขอทาน...
ถ้าโลกนี้มีแต่เด็กๆ แกคิดพลางถอนหายใจ
โลกจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้เป็นไหนๆ

เช้านั้นแกรีบมาประจำที่แต่เช้า
ดูแกจะร้อนใจออกจากสลัมที่พักนอนของแก

จัดแจงนั่งเข้าที่แล้วก็เริ่มชะเง้อมองไปที่ทางขึ้นสะพาน
ท่าทางบอกชัดเจนว่าแกกำลังรอใครคนหนึ่ง
ท่าทางลุกลี้ลุกลนเปลี่ยนเป็นกระวนกระวาย
เมื่อเวลาผ่านไปจนสาย
แกต้องแปลกใจมากที่วันนี้ไม่เห็นนักเรียนมาเช่นเคย
ทั้งๆ ที่แกจำได้แม่นยำว่ามันไม่ใช่วันหยุดแน่นอน
“ คุณหนู ” แกถามเด็กสองสามคนที่เดินผ่านหน้าแกไป
“ วันนี้ไม่เรียนกันหรือไง ”
“ โรงเรียนปิดเทอมปลายแล้วครับ ”
“ หยุดเรียนเกือบสามเดือนแน่... ”

“ สามเดือน... ” แกพึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัว
สามเดือน ที่แกจะไม่มีโอกาสเห็นหน้าเพื่อนตัวน้อยๆ ของแก
สามเดือน ที่แกจะไม่มีโอกาสเป็นประโยชน์ให้แก่ใครสักคนหนึ่ง
สามเดือน ที่แกจะไร้คุณค่า
สามเดือน ที่เปลวไฟดวงน้อยๆที่เพิ่งจะจุดให้ความอบอุ่นแก่ดวงใจของแก
คงจะมอดดับไปแล้ว และจะทิ้งดวงใจของแกให้หนาวเหน็บ
ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตไปวันหนึ่งๆต่อไป
หัวใจของแกที่เพิ่งจะเริ่มต้นด้วยความรักเมื่อวาน
มีอันหยุดกึกลงไปอย่างไร้ซึ่งความหวัง
ดูมันจะโหดร้ายและกลั่นแกล้งกันเสียเหลือเกิน
ที่พอชีวิตของแกกำลังจะเริ่มมีแสงสว่าง
แล้วมีอันต้องดับวูบ ทิ้งให้แกมืดมนยิ่งไปกว่าเก่า
สามเดือนมันนานเกินไปสำหรับแกที่จะทนอยู่ในความมืดเช่นนี้

ขันใบเก่าที่มีเหรียญอยู่สองสามเหรียญถูกคว้าขึ้นจากพื้น
ร่างที่ผอมซีด เหี่ยวย่น หลังโค้งเดินลงบันไดสะพานลอย
ยังไม่เที่ยงวันด้วยซ้ำขณะที่แกผลักประตูสลัมเข้าไป
ประตูสังกะสีสนิมเขรอะถูกปิดอีกครั้ง พร้อมกับเสียงลงกลอนจากด้านใน
คล้ายกับเจ้าของสลัมไม่คิดจะกลับออกมาอีกแล้ว
อย่างน้อยก็อีกสามเดือนนั่นแหละ
ทว่า ก่อนจะครบสามเดือน
เพื่อนบ้านต้องพังประตูสลัมของแกเข้าไป
เพื่อนำร่างที่ไร้ชีวิตของแกออกมา

ชีวิตบนสะพานลอยหน้าโรงเรียนคงพลุกพล่านเช่นเคย แต่ที่ปลายสะพานไม่มีใครนั่งต่อไปแล้ว•

 



-TOP-