ใช่นะ...ฉันว่า ชีวิตฉันมันเหมือนคลื่นทะเลยามนี้จริงๆ
...ซัดเข้าหาฝั่งด้วยความรวดเร็ว บางครั้งก็รุนแรง
พอกระทบฝั่งก็แตกเป็นฟอง แล้วก็ย้อนจะกลับออกสู่ท้องทะเลอีก
แต่พอจะไหลกลับก็ถูกคลื่นที่ไล่หลังเข้ามา
ซัดกลับเข้าชายฝั่งอีก...ลูกแล้วลูกเล่าจนแทบจะตั้งตัวไม่ติด

               

       “ชีวิตฉันมันเหมือนกับ..คลื่นทะเล... ” จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นมา
       ตาดำขลับของเธอเหม่อมองท้องทะเลสีเขียวคราม ที่ดูจะเรียบสงบ แต่ก็มีคลื่นซัดสาดเข้าฝั่งเป็นฟองขาวยาวตลอดริมหาด
       เธอดูจะไม่สนใจกับผมยาวสยายดกดำที่ถูกลมตีปลิวปกปิดใบหน้า คล้ายมือเรียวเล็กลูบไล้ผิวหน้าเนียนได้สัดได้ส่วนของเธอ

       “ใช่นะ...ฉันว่าชีวิตฉันมันเหมือนคลื่นทะเลยามนี้จริงๆ ...ซัดเข้าหาฝั่งด้วยความรวดเร็ว บางครั้งก็รุนแรงพอกระทบฝั่งก็แตกเป็นฟอง แล้วก็ย้อนจะกลับออกสู่ท้องทะเลอีก แต่พอจะไหลกลับก็ถูกคลื่นที่ไล่หลังเข้ามาซัดกลับเข้าชายฝั่งอีก...ลูกแล้ว ลูกเล่า...จนแทบจะตั้งตัวไม่ติด”
       ชายหาดทรายขาวบ่ายนั้นผู้คนบางตาไกลออกไปมีฝรั่งนอนอาบแดดอยู่คนสองคนเก้าอี้ผ้าใบใต้ร่มคันใหญ่ผ้าสีมอมๆ ที่เรียงรายเป็นแถวยาวไปตามหาดมีคนนอนอยู่ไม่กี่คน
       หมาสองตัวที่เพิ่งถูกเจ้าของเพิงขายเครื่องดื่มและอาหารใช้ทรายปาไล่ออกมา กำลังหมอบอยู่ใต้เก้าอี้ผ้าใบตัวท้ายแถว รอจังหวะเข้าไปคุ้ยเขี่ยเศษอาหารกินตามโต๊ะใต้เพิงมุงด้วยใบมะพร้าวแห้ง
         
       “เหมือนจริงๆเลย...แล้วของคุณล่ะ?”
       เธอหันมามองผม มือเสยผมให้พ้นใบหน้า
       “เออ...ผมไม่รู้เหมือนกัน... ” ผมไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านั้น เมื่อต้องถูกจู่โจมด้วยคำถามที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน ใจก็พยายามจะหยั่งเข้าไปถึงความรู้สึกของเธอในขณะนั้น
       “คือ...ผมหมายถึงว่า ผมเคยได้ยินเขาพูดเปรียบเทียบชีวิตคนเรากับท้องทะเล...บางครั้งก็สงบราบเรียบ บางครั้งก็ปั่นป่วนบ้าคลั่งด้วยคลื่นลม...หรือไม่อีกทีก็เหมือนคลื่นที่ซัดเข้ากระทบฝั่ง ประเภทไม้ใกล้ฝั่ง อะไรทำนองนั้น...แต่แบบของคุณนี่ ผมยังไม่เคยได้ยิน... ”
       “ฉันก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน...จนกระทั่งมานั่งริมหาดนี่แหละ” เธอพูดโดยไม่หันมามองผม
       สกู๊ตเตอร์น้ำคันหนึ่งวิ่งตัดคลื่นเฉียดเข้ามาริมหาด ฝรั่งสองคนที่นั่งมาส่งเสียงตะโกน หัวเราะสนุกสนาน
       “แต่ละคนมองทะเลไม่เหมือนกัน... ” เธอพูดพร้อมกับยิ้มมุมปาก
       “หมายความว่าอย่างไร?” ผมถาม อยากจะรู้ว่า เบื้องหลังคำพูดปริศนาเหล่านี้ เธอต้องการจะบอกอะไรผม
       “คนที่ชีวิตราบรื่นหรรษา จนแทบจะไม่รู้ว่าปัญหาเป็นอะไรนั้น...มองทะเลน่าภิรมย์ ราบเรียบเป็นแผ่นกระดาษ ชวนให้เป็นสุข
       คนที่ชีวิตลำบากยากลำเค็ญ ต้องประสบกับปัญหาที่ประดังเข้ามา ปัญหาแล้วปัญหาเล่า อย่างหนึ่งยังไม่ทันจะแก้หมด อีกอย่างก็ประดังเข้ามา...มองทะเลช่างน่ากลัวโหดร้าย เต็มไปด้วยมรสุมคลื่นลม พร้อมจะกลืนทุกอย่างที่ขวางหน้า
       เด็กที่มีชีวิตเปิดกว้างอยู่เบื้องหน้า เต็มไปด้วยการท้าทาย...มองดูทะเลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล จนมองไม่เห็นฝั่ง
       คนแก่ที่ชีวิตผ่านโลกมาโชกโชนแล้ว...มองทะเลเห็นแค่ชายหาด คลื่นที่ไล่กันเข้าฝั่ง คล้ายลุจุดหมายของการเดินทาง
       ใช่...แต่ละคนมองทะเลไม่เหมือนกัน...”

       ลมทะเลโชยพัดแรงจนผ้าปลายร่มโบกสะบัด แต่ไอแดดก็ยังคงระอุ เลียผิวกายให้รู้สึกร้อนและแห้งผาก
       “ฉันเคยมองทะเลน่าภิรมย์ กว้างใหญ่สุดหูสุดตา เพราะชีวิตของฉันตอนนั้นน่าจะเป็นเช่นนั้น...แต่สถานการณ์กลับบีบบังคับให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป จนฉันต้องมองทะเลเป็นสิ่งน่ากลัว โหดร้าย ฉันได้แต่สู้ ดิ้นรนปากกัดตีนถีบอย่างที่เขาว่ากัน...ชีวิตของฉันเป็นการได้และการเสีย ฉันได้บางอย่างแต่ต้องสูญเสียบางอย่าง...ฉันได้เงินทองให้พ่อให้แม่ใช้ แต่ฉันต้องเสียศักดิ์ศรี สิ่งที่ฉันหวงแหนมากที่สุดในชีวิต... ”

       เธอเงียบอยู่นาน ตาก็มองตามหมาสองตัวที่ถูกเจ้าของร้านวิ่งไล่ผ่านหน้าไป ดีดทรายขาวขึ้นมาเป็นทาง
       “ฉันเคยพยายามแหวกว่ายออกมาจากทะเลที่น่ากลัวนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ฉันทำไม่สำเร็จ...ลำพังตัวฉันเองน่ะทำได้ แต่คนอื่นนี่สิไม่ยอม สังคมเราเป็นอย่างนี้แหละ อย่าให้พลาดเชียว ถ้าพลาดครั้งหนึ่งแล้ว ที่จะเริ่มต้นใหม่นั้นยากแสนยาก...
       คนเราพร้อมจะให้อภัยและแก้ตัวให้ตนเองแม้ผิดมากเพียงไร แต่กลับไม่ยอมให้อภัยและรับคำแก้ตัว ให้โอกาสคนอื่นบ้างเลย
       พอจะถอนตัวออกมา ก็ถูกคลื่นลูกแล้วลูกเล่าซัดมากระหน่ำซ้ำเติม...จนถอนตัวไม่ขึ้น แถมมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต
       คลื่นบางลูกก็ดูจะไม่รุนแรง แต่เจ็บลึก...สายตาที่เหยียดหยามดูหมิ่น รังเกียจ
       คลื่นอีกบางลูกเสียงดัง...คำพูดซุบซิบ นินทา เหน็บแนม ประชดประชัน ซ้ำเติมให้จมลงไป
       คลื่นบางลูกก็รุนแรง...ขับไล่ไสส่ง ตัดวงศาคณาญาติตัดขาดจากสังคม ทุบตีให้ปวดร้าวกายใจ
       ...คลื่นลูกแล้วลูกเล่า...
       จนฉันต้องตกอยู่ในสภาพจำยอม ล้มเลิกความพยายาม...จะพยายามไปทำไม ในเมื่อเขาตราหน้าว่าเลวทรามต่ำช้าเสียแล้ว
       อยากจะถามหน่อยว่า คนเราดีเพียงเพราะไม่มีโอกาสทำชั่วแค่นั้นเองหรือ ?
       หลายคนอยากจะทำชั่ว และคงจะทำถ้าฐานะทางสังคมไม่ได้ห้ามไว้
       อีกบางคนพร้อมจะทำชั่ว ถ้าไม่เห็นแก่หน้าตา
       บางคนคงได้ทำชั่วไปแล้ว ถ้าไม่มีใครคอยห้ามปรามฉุดยั้งไว้
       ...บางคนก็เพราะกลัวถูกจับได้ เพราะกลัวจะเสียชื่อ เพราะกลัวเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน เพราะโน่นเพราะนี่...แต่ไม่ใช่ไม่ทำชั่วเพราะเห็นแก่ความดีหรอก
       อยากจะถามอีกหน่อยว่า คนเราชั่ว เพราะความชั่วปรากฎออกมาภายนอกเท่านั้นหรือ? แล้วคนที่ใจชั่วแต่อำพรางความชั่วด้วยความดีภายนอกหล่ะ?เขาไม่เรียกว่าชั่วด้วยหรือ?        ถ้าอย่างนั้น?ความชั่วอยู่ที่คนอื่นมองเห็น?หรือไม่เห็นอย่างเดียว... ”
         
          ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ สาดแสงเป็นประกายยาวไปตามผิวน้ำทะเลสีคราม?คนนอนอาบแดดสองสามคนเก็บผ้าขนหนูที่ใช้ปูนอน?เดินเข้าไปสั่งเครื่องดื่มในเพิง?ไกลออกไปคนเริ่มลงเล่นน้ำทะเลกันประปราย

         “ไม่รู้ว่าคุณจะคิดอย่างฉันหรือเปล่า... ” เธอพูดต่อโดยไม่รอคำตอบจากผม “คนส่วนมากคิดว่าตนเป็นคนดี เพราะเปรียบเทียบตนเองกับคนเลวที่อยู่รอบข้าง...พวกเขายิ่งรู้สึกมั่นใจว่าตนเป็นคนดี เมื่อต้องพบเห็นคนเลวมากขึ้น
       พวกเขาต้องการคนเลว เพื่อจะเป็นคนดี เป็นคนชอบธรรมอยู่ได้
        พวกเขาอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่เพียงเพื่อจะรู้ข่าวคราวเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อจะได้สบายใจที่รู้สึกว่า อย่างไรเสียตนเองยังเป็นคนดีอยู่มากเมื่อเทียบกับคนชั่วที่ก่อกรรมทำเข็ญ ให้เป็นข่าวคราวอยู่ทุกวี่ทุกวัน...
       และหนังสือพิมพ์บ้านเราก็มักจะเน้นขายข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีเสียด้วย
       ยิ่งข่าวร้าย ยิ่งพาดหัวตัวโตเกือบค่อนหน้า รายงานข่าวเสียละเอียดยิบ
          ...คนชอบอ่านข่าวร้าย เพื่อรู้สึกว่าตนเป็นคนดี
       ได้โอกาสก็จะต้องพูดวิพากษ์วิจารณ์เชิงตัดสินลงโทษคนชั่วโน้นคนเลวนี้ เพื่อเบนความสนใจให้ไกลไปจากความผิดพลาด หรือความชั่วที่แอบแฝงของตนเอง
       คงเพราะเหตุนี้กระมัง เมื่อมีใครผิดพลาดไปแล้ว ยากที่คนอื่นจะยอมเปิดโอกาสให้แก้ตัว หรือพิสูจน์ตนเองเสียใหม่
       ...
คลื่นลูกแล้วลูกอีก ทับถมซัดสาดเข้ามา
       ใช่ ในสังคมต้องมีแพะรับบาป
       ...รับความผิดที่คนอื่นก่อไว้แล้วไม่กล้าพอจะรับผิด
       ...รับความชั่วที่คนอื่นทำแล้วฉลาดปกปิดไว้ได้อย่างมิดชิด
       ...รับโทษทัณฑ์ความผิดที่คนอื่นทำแล้วกลัวที่จะประณามลงโทษตนเอง
          แพะรับบาปต้องมี และคงต้องมีเสมอไป ตราบใดที่คนเรายังไม่พร้อมจะทำดีหนีชั่วเพื่อเห็นแก่ความดี
          และชีวิตฉันคงต้องเป็นดังคลื่นทะเล...ต่อไป
        ฉันอยากจะถามคุณว่า คนที่พลาดพลั้งทำชั่ว กับคนที่บีบบังคับให้คนพลาดพลั้งทำชั่วต้องทำชั่วต่อไป และไม่ยอมให้โอกาสได้กลับเนื้อกลับตัวเลยนั้น ใครจะชั่วมากกว่ากัน?...”

       น้ำทะเลลงไปมากแล้ว ทิ้งชายหาดขาวสะอาดให้กว้างไกลไปถึงปลายแหลมเต็มด้วยโขดหินน้อยใหญ่
       คลื่นน้อยใหญ่ยังคงไล่ซัดสาดกันเข้าฝั่ง น้ำแตกกระเซ็นเป็นฟองขาวยาวไปสุดตา
       เพื่อนสองคนหิ้วชุดยิงปลากำลังลุยน้ำขึ้นฝั่ง ท่าทางผิดหวังอดได้ปลา แต่ก็สนุก
       “เพื่อนๆ คุณมากันแล้ว...ท่าทางพวกคุณจะเป็นคนดีมาก...อย่างน้อยก็คุณคนหนึ่ง ที่อุตส่าห์ให้ฉันคุยด้วย ไม่ได้รังเกียจ อย่างคนอื่นๆที่มองเพียงเปลือกนอกของฉันอย่างเดียว...ตัวฉันจริงๆ น่ะ อยู่ข้างในต่างหาก เสียดายที่ออกมาแทบไม่ได้เลย...ฉันดีใจ และต้องขอบคุณที่คุณยอมให้ตัวจริงของฉันออกมาได้ตั้งพักใหญ่...ฉันคงต้องไปแล้วหล่ะ ไปเตรียมตัวทำงาน...ลาก่อน คนดี พักผ่อนให้สนุกนะคะ”
       “แหม...เสียดายจัง เห็นปลาเยอะแยะยิงมันไม่ทัน... ” เพื่อนคนหนึ่งตัดพ้อขณะทิ้งฉมวกและตีนกบลงข้างเก้าอี้ผ้าใบ เปิดกระติกหยิบน้ำแข็งก้อนใส่ปาก หน้ากากดำน้ำสีเหลืองยังติดคาอยู่ที่หน้าผาก น้ำหยดลงเป็นทาง
       “นายคงไม่เหงานะ...มีคนมาคุยเป็นเพื่อน” เพื่อนอีกคนกระเซ้า “คุยกันเป็นนาน คงจะถูกคอซีท่า มีอะไรคุยกันมากนักหรือ?”
       “คุยเกี่ยวกับคลื่นทะเล” ผมตอบ ตามองไปที่คลื่นชายหาด
       “คลื่นทะเล... ” เพื่อนสองคนพูดขึ้นเกือบพร้อมกัน
       “ใช่ คลื่นทะเล...ลูกแล้วลูกอีก”
        ผมตอบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ริมหาด