บรรยากาศในขณะนั้นพลุกพล่าน จอแจ
          สุสานที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบวังเวง
          กลับมีชีวิตชีวา
          ผู้คนเดินเหิน ต่างถือดอกไม้ธูปเทียน
          ชะเง้อหาหลุมศพญาติมิตร
          บนหลุมศพดอกไม้หลากสีวางเรียงรายสลับกับธูปเทียน
          มองจากไกลใครคงนึกว่าเป็นอุทยานดอกไม้งามอร่าม
          ที่มุมสุสานนั้น หลุมศพเก่าๆ หลุมหนึ่ง หญ้าขึ้นรก แทบจะปกคลุมซีเมนต์เก่าๆ ที่ยกขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย
          ผู้คนผ่านไปมาคล้ายกับว่าหลุมนั้นไม่มีอยู่
          ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำไปว่า บนหลุมศพนั้นทางด้านที่มีป้ายซีเมนต์ บอกชื่อเสียงเรียงนามของผู้ตายนั้น มีหญิงชราคนหนึ่งนั่งพิงป้ายชื่อ
          รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าอันเศร้าหมองบอกให้รู้ว่า เจ้าของใบหน้าผ่านโลกนี้มาอย่างโชกโชน
          นานๆ ครั้งเขาจะชะเง้อหน้า ป้องตามองไปรอบๆ คล้ายกับกำลังรอคอยใครคนหนึ่ง
          “คุณยายกำลังรอใครอยู่ครับ”
          ผมเสนอตัวเข้าช่วยเหลือเพราะความสงสาร
          “ยายกำลังรอหลานอยู่จ้า... ป่านนี้แล้วยังไม่เห็นมากันสักที”
          คุณยายตอบเสียงแหบเครือ พยายามจะยิ้มตอบผม ตานั้นจ้องผมอยู่พักหนึ่ง แล้วก็กวาดสายตาไปมารอบตัวต่อไป
          “แต่ว่า แดดร้อนอย่างนี้ ทำไมคุณยายไม่ไปนั่งรอใต้ต้นสนก่อนละครับ...เดี๋ยวจะไม่สบาย...”
          ผมอดเป็นห่วงไม่ได้
          “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...ยายทนได้ แต่ เอ ทำไมป่านนี้ยังไม่มากันสักทีเน้อ...”
          “ลูกหลานยายเขาอยู่ที่ไหนกันครับ...”
          ผมถาม พลางนั่งปลายหลุมศพ มือควานหาผ้าเช็ดหน้าปิดหัว ป้องกันแดด
          “ก็คนที่นี่นั้นแหละค่า แต่ไปๆ มาๆ ต่างจังหวัดกัน ค้าขายบ้าง เรียนหนังสือบ้าง...”
          “แล้วยายมานั่งรอที่นี่นานหรือยัง”
          “นานค่ะ รออยู่ทุกวันเลย”
          “ทุกวันเลยหรือครับ แต่เอ...”
          “ลูกหลานก็อย่างนี้แหละ...” คุณยายรีบพูดต่อ เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของผม
          “...ช่างลืมกันง่ายดายเหลือเกิน คิดถึงก็เฉพาะเมื่ออยู่ใกล้ เห็นหน้าเห็นตากัน...  แต่พอห่างเหินไปเท่านั้นแหละ ลืมหมด... ไอ้เรารึก็รอ...รอ...”
          เสียงของคุณยายแหบแห้งแฝงไว้ซึ่งความน้อยใจ ฟังแล้วรู้สึกรันทด...ลูกหลานหนอ           ช่างใจจืดใจดำอะไรเช่นนี้...น่าน้อยใจแทน
          “คุณยายรอที่นี่เดี๋ยวนะครับ ผมจะไปหาซื้อน้ำมาให้... แดดร้อนเปรี้ยงอย่างนี้...”
          ผมผละไปโดยไม่รอคำตอบจากคุณยาย
          แหวกคนไป ตาก็มองหาคนขายน้ำไป
          “น้ำส้มสองถ้วย...อย่าให้เต็มนัก”
          ผมตะโกนตั้งแต่ไกล
          กว่าจะเดินฝ่าคนออกมาถึงประตูหน้าสุสานได้ เหงื่อท่วมตัวเชียว           กลิ่นดอกไม้คละกับกลิ่นธูปเทียนหอมขจรไปทั่ว ขณะที่ผมรีบสาวเท้ากลับพร้อมกับน้ำส้มสองถ้วยในมือ
          ทว่าหลุมศพที่คุณยายนั่งคุยกับผมอยู่เมื่อสักครู่นี้ว่างเปล่า
          “อา ขอโทษครับ” ผมถามชายคนหนึ่งที่กำลังก้มโค้งปักเทียนอยู่บนหลุมศพข้างๆ
          “คุณเห็นคุณยายคนที่ผมนั่งคุยอยู่เมื่อครู่นี้หรือเปล่าครับ”
          “คนที่นั่งพิงป้ายชื่ออยู่เมื่อกี้นี้นะหรือ..." เขาย้อนถาม มองหน้าผมแล้วก็ก้มหน้าก้มตาปักเทียนต่อไป
          “เห็นแกไปทางไหนหรือเปล่าครับ”
          ผมถาม ตาก็กวาดหาไปรอบๆ
          “ไม่ได้สังเกตครับ” เขาตอบโดยไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ
          ผมรีบเดินไปแถวๆ ต้นสน เผื่อว่าคุณยายจะมานั่งหลบแดดรอผมอยู่ ทว่าไม่มีวี่แววของคุณยายเลย
          “เอ หรือว่าลูกหลานแกจะมารับ...แต่ไม่น่าจะรวดเร็วอย่างนี้...”
          ผมคิด ขณะเดินย้อนกลับมา
          “ช่างเถอะ” ผมปลงตก “จัดการกับเจ้าถ้วยน้ำส้มก่อนก็แล้วกัน”
          จิบแรกของน้ำส้มใส่น้ำแข็ง นำความชุ่มชื่นไปทั่วลำคอ
          ฉับพลัน ผมต้องสะดุ้งทั้งตัว
          ถ้วยน้ำส้มหล่นจากมือ
          “นี่คุณ...เลอะผมหมดเลย...”
          ชายคนปักเทียนอยู่หลุมใกล้ๆ นั้นพูดเสียงขุ่นๆ
          “อ้าว..นั่นคุณเป็นอะไรไป..หน้าขาวซีดไปหมด..คุณ...”
          เขาเขย่าแขนผมอย่างแรง
          ทว่า ตาผมยังคงจ้องอยู่ที่ป้ายชื่อซีเมนต์เก่าๆ ที่อยู่เหนือหลุมศพคุณยายนั่งพิงอยู่เมื่อครู่นี้
          ผมอ้าปากค้าง กลางป้ายชื่อนั้นมีรูปถ่ายอยู่ในกรอบวงรี แม้สีจะจางลงไปบ้างเพราะกาลเวลา ทว่าใบหน้านั้นยังคงชัดเจน
          เป็นใบหน้าของยายที่ผมนั่งคุยอยู่เมื่อสักครู่นี้เอง
          ครับใครที่ลืมคุณย่าคุณยายที่ล่วงลับไปแล้ว หลุมศพอยู่แถวมุมป่าช้า หญ้ารกรุงรัง นั่นช่วยไปหาทีเถอะครับ คิดถึงท่านบ้างครับ •

 



-TOP-