ในเส้นทางแห่งชีวิต เราพบกับหลายๆ ชีวิต
     มีรูปแบบต่างๆกันไป ...
     แต่มีบางครั้งเมื่อพบกับบางชีวิตแล้ว
     เราอดไม่ได้ที่จะต้องถามว่า “ นี่หรือชีวิต ? ”

         “เที่ยวไหนกันมาจ๊ะ...”
          เสียงแหลมถามมาจากโต๊ะข้างๆ
          “มาจากไหนกันบ้างนี่”
          เสียงเดียวกันถามต่อโดยไม่รอคำตอบน้ำเสียงบอกให้รู้ว่า อยากจะคุยด้วยมากกว่าอยากจะรู้
          “มาจากกรุงเทพฯครับ...”


          คนหนึ่งในพวกเรารีบตอบ หลังจากดื่มน้ำแฟนต้ารสส้มแช่ น้ำแข็งหลอดจากแก้วพลาสติกสีมอมๆเมื่อกวาดเส้นก๋วยเตี๋ยวกับลูกชิ้นเนื้อวัวลงคอไปแล้ว
          “ป้าเป็นคนที่นี่หรือครับ?”
          เพื่อนอีกคนชวนคุย เมื่อเห็นป้าดึงเก้าอี้จากใต้โต๊ะออกมานั่ง
          “คุณทานข้าวผัดกะเพราที่ฉันผัดน่าจะเดาได้...”
          ป้าพูดเสียงเรียบๆ รอยยิ้มมุมปากมีนัย
          “เอ...ผมไม่ใช่หม่อมถนัดศรีนี่ครับ ...ทานอาหารที่ไหนมันก็เหมือนๆ กันหมด...”
          เพื่อนรีบแก้ตัว พร้อมกับยิ้มเขิน ตาจดจ้องข้าวผัดกะเพราที่เหลืออยู่ครึ่งจานคล้ายจะหาคำตอบ
          “ฉันมันคนเพชร...จากเพชรบุรีจ้า”
          ป้าตอบ แววตาเป็นประกายบอกความภูมิใจ เพียงแว้บหนึ่งแล้วก็เรียบเฉยชินชาเหมือนเดิม
          “ไม่น่าเล่า อาหารจึงอร่อย”
          เพื่อนอีกคนหนึ่งรีบแก้สถานการณ์ เกรงว่าจะมีใครถามว่ามันต่างกันอย่างไร
          “ใช่ ฉันมันคนเพชร...สมัยนั้นฉันเดินทางจากเพชรบุรีมีเงินติดตัวอยู่แค่ 15 บาท ใช้เวลาเดินทางถึง 8 วันกว่าจะมาถึงภูเก็ต...เที่ยวรับจ้างเขาทำงานมาเรื่อยๆจนมาตั้งเนื้อตั้งตัว เช่าที่วัดสร้างร้านอาหารที่เห็นนี่แหละ...”

          ร้านอาหาร ของป้าเป็นห้องแถวชั้นเดียว หลังคาจาก ตั้งอยู่ติดสามแยกเข้าหาดกะตะ ซีกซ้ายมือด้านหน้ามีร้านก๋วยเตี๋ยว ซีกขวามือมีผักผลไม้วางขาย ลึกเข้าไปด้านในเป็นครัวทำอาหารตามสั่ง
ตู้เพลงเก่าๆหน้าร้าน แผดเสียงเพลงทันสมัยที่วัยรุ่นสองสามคนหยอดเหรียญสั่ง ขณะเต้นไปมาตามจังหวะเพลง
          “นับว่าป้ารวยแล้วนะ”
          “รวยอะไรกัน...ฉันมาตั้งร้านที่นี่เป็นร้านแรก ทำมา 13 ปีแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ คนอื่นๆเขามาตั้งร้านทีหลังฉัน ดูสิสร้างบ้านสร้างตึกกันใหญ่โตไปหมดแล้ว”
          ป้าพูดพลางชะเง้อหน้าออกไปหน้าร้าน เป็นการชี้ไปในตัว
          “ก่อนนี้สิบอกได้เลยว่ารวยจริง...ตอนป้าอยู่เพชรบุรี พวกคุณรู้ไหม ป้านี่แหละเป็นคนแรกในจังหวัดเพชรบุรีที่มีรถยนต์ ไปถามใครดูก็ได้ ป้าซื้อมาหกหมื่นกว่าบาท ใช้วิ่งรับส่งคนโดยสาร มีบ้านเป็นไม้มะค่าล้วนๆอีกสามสี่หลัง ตอนนั้นสร้างหลังละแสน...ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ราคาต้องหลังละล้านเป็นอย่างน้อย...”
          แววตาป้าเป็นประกายด้วยความภูมิใจ แกมหยิ่งเล็กน้อยในที แต่แล้วประกายนั้นก็ดับวูบลง แววแห่งความเศร้าเข้ามาแทน
          “แต่...ผัวฉันมันผลาญเสียหมดเกลี้ยง...มันติดพนัน เอาเงินฉันไปเล่นยังไม่พอ ยังเอารถฉันไปจำนำด้วยฉันไปไถ่คืนแล้วขายไปสองหมื่นกว่าบาท...บ้านไม้มะค่าหมดไปทีละหลัง เพราะการพนันแท้ๆ...มันมาขอเงิน ไม่ให้เงินมัน มันเตะฉันสลบค่อนวัน...ใครจะทนอยู่ไหว...”
          ป้าเงียบอยู่นาน สีหน้าเรียบเฉย ไม่ส่อความรู้สึกใดๆ
          “แล้วลูกป้าล่ะ”
          เพื่อนคนหนึ่งช่วยทำลายความอึดอัดที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น
          “ฉันมีลูก 4 คน...แต่อย่าไปพูดถึงมันดีกว่า พึ่งไม่ได้สักคน...ใครที่คิดว่าลูกจะช่วยในยามแก่อย่าไปหวังเลย ฉันบอกให้เอาบุญ...ฉันอุตส่าห์ไปเยี่ยมเยียนลูกชายถึงกรุงเทพฯ หนอย...มันให้ฉันนอนใต้บันได...ฉันไม่ใช่หมานี่ ฉันเลยหอบของออกจากบ้าน บอกมันว่า คราวหน้ามาภูเก็ตไม่ต้องมาพักบ้านฉัน ไปหาที่พักที่อื่นเอาเอง... เรารึอุตส่าห์เลี้ยงดูมันมา...”
          เสียงเพลงจากตู้เพลงยังคงเป็นเพลงเดียวกันที่กำลังนิยมมากอยู่เวลานั้น เราต่างยกแก้วขึ้นดูดน้ำที่ละลายจากน้ำแข็ง ที่เหลือไม่กี่ก้อนในแก้ว ราวกับจะนัดกันไว้
          “ทั้งเนื้อทั้งตัวก็เหลืออยู่แค่นี้แหละ อยู่ทำงานไปวันหนึ่งๆ เก็บเงินไว้แค่หมื่นสองหมื่นไว้เผาผีตัวเองก็พอแล้ว จะดิ้นรนให้ร่ำรวยไปทำไม...ถ้าตายภูเก็ตก็จองเผาวัดฉลอง ถ้าตายเพชรบุรีก็เผาวัดบางแขม...พึ่งใครไม่ได้อีกแล้ว หันหน้าเข้าวัดนั่นแหละดีที่สุด...รวยล้นฟ้า ตายก็ต้องเข้าวัด จนหมดเนื้อหมดตัว ตายก็เข้าวัดเหมือนกัน... ก้มหน้าก้มตาทำบุญไว้ดีกว่า...”
          สีหน้าของป้าดูแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
          “ทุกวันนี้ ป้าทำของป้าคนเดียว...มีเด็กๆคอยช่วยสามสี่คน นี่ก็เปิดร้านไปเรื่อยจนเที่ยงคืน เก็บข้าวเก็บของแล้วก็นอนสักครึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงหนึ่ง ตีสองก็ออกตลาด รับของขายไปจนถึง 10 โมงเช้า แล้วก็กลับมาเปิดร้าน...”

          ป้าบรรยายถึงชีวิตประจำวัน
          “ไม่เหนื่อยแย่หรือครับ?”
          เราคนหนึ่งถาม เมื่อเห็นรูปร่างของป้าผอมบาง ผมขาวแซมผมดำประปราย
          “ฉันชินชาเสียแล้ว คนเราเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อยและง่วงนอนมามาก นานๆเข้ามันก็ชินไปเอง...ทุกวันนี้ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เหนื่อยเป็นยังไง ง่วงเป็นยังไง ฉันมันโดนมาตั้งแต่เล็ก จนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว...”
          เสียงเพลง จากตู้เพลงยังคงดังกระหึ่ม เมื่อเราออกจากร้านกลับที่พักค่ำวันนั้น
แต่ทำนองของมันช่างต่างกับชีวิตของป้า ราวฟ้ากับดิน•