ตอนนั้นฝนตกพลอมแพลม
       อากาศเย็นสบาย
       ธรรมชาติรอบด้านเงียบสงบ เกือบๆ วังเวง
       ไกลออกไปเสียงยามตีบอกเวลาสี่ทุ่ม
       “ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
       “เชิญ”
       ผมตอบเสียงเคาะประตูห้อง ทั้งที่สายตายังคงจรดอยู่บนหน้าหนังสือพระวรสาร
       ทุกคืนก่อนจะหลับนอน ผมจะอ่านพระวรสารสักตอนสองตอน อาหารใจที่ผมขาดไม่ได้
       “เชิญครับ”
       ผมตอบเสียงดังขึ้น เมื่อเห็นว่าประตูยังคงปิดอยู่ ใจก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ใครหนอมาหายามวิกาลเช่นนี้
       “อา...สวัสดีครับ”
       ผมเงยหน้าขึ้นมอง
       เจ้าของเสียงเป็นชายกลางคน ผมตัดสั้น แต่งตัวเรียบๆ คิ้วดกดำรับกับดวงตาที่คมกริบ
       “ผมผ่านมา เห็นไฟห้องสว่างอยู่ เลยแวะเข้ามา...”
       เขารีบพูดต่อ คล้ายกลัวว่าผมไม่พอใจที่ถูกกวนใจในเวลาเช่นนี้
       “แวะเข้ามาคุยด้วย คิดว่าคุณคงจะไม่... ”
       และก่อนที่ผมจะเชิญ เขาลากเก้าอี้มานั่งหน้าโต๊ะทำงานผม
       “เดี๋ยวก่อน”
       ผมรีบพูดบ้าง เมื่อเห็นเขาเตรียมท่าจะพูดต่อ
       “ผมไม่รู้จักคุณ ไม่เคยเห็นคุณมาก่อน และที่ผมสงสัยคือคุณเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร...”
       ผมรีบยิงคำถามแทบไม่รอหายใจ
       หมาโดเบอร์แมนสองตัวยังวิ่งไปวิ่งมาในสนาม ห้องของผมอยู่บนตึกชั้นสอง ที่เชิงบันไดขึ้นตึกมีประตูเหล็กแน่นหนา ผมกล้ายืนยันได้ว่า ไม่ได้ยินเสียงหมาเห่าเลย
       “แหม เล่นตั้งคำถามเสียถี่อย่างนี้แล้วจะให้ผมตอบอย่างไรไหว...”
       เขาพูดพลางหัวเราะด้วยความขบขัน
       แต่ผมไม่เห็นจะน่าขำตรงไหน
       บอกตรงๆ ว่า เวลานั้นผมรู้สึกกลัวขึ้นมา มีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่ผมไม่เคยเห็นในคนอื่น
       ดวงตา...ใช่แล้ว ดวงตาที่คมกริบและเป็นประกายอย่างไรพิกล
       ลึก ลึกเข้าไปในดวงตาทั้งสองมีอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่ ที่ผมเองบอกไม่ถูก แต่ทำให้ผมกลัว และไม่กล้าสบตาเขา
       “คุณไม่เคยเห็นผมหรอกครับ แต่ว่า บางทีคุณอาจจะไม่เชื่อ ผมกับคุณนั้นเดินชนบ่าชนไหล่กันแทบทุกวัน"
       เขาพูดเป็นปริศนา ผมไม่เชื่อ เพราะผมไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย
       “แต่คุณเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
       ผมรุกต่ออย่างเด็ดขาด น้ำเสียงเชิงขู่
       “คนที่เข้ามาที่นี่ในยามนี้ได้จะต้องเทวดา หรือไม่ก็ผี เพราะเรามีคนยามอยู่หน้าประตูใหญ่ แถมหมาดุๆ สองตัวเฝ้าอยู่เชิงบันได”
       ที่สุด ผมก็ระบายความสงสัยออกมาจนได้
       “ผมเป็นทั้งสองอย่าง อย่างแรกในอดีต อย่างหลังปัจจุบัน”
       เขาตอบเสียงเรียบๆ ทว่าน้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งความลึกลับ
       ใจผมอยากจะเห็นเขาหัวเราะที่ได้พูดเล่นออกมา ทว่า เขาไม่ได้ยิ้มด้วยซ้ำ
       “คุณหมายความว่า...”
       ผมเผลอปากพูดออกมาเสียงแทบเครือ
       “ใช่ ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นเทวดา แต่แล้วพวกเรากลุ่มหนึ่งคิดแข็งข้อต่อพระผู้นั้น เลยทำให้เราต้องรับชะตากรรมเช่นนี้...”
       “แต่นี่คุณมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนไม่ผิด จะเป็น...อา ปีศาจได้อย่างไร...”
       ผมถามเสียงอ่อยลงถนัด
       “ผมเคยเห็นรูปปีศาจที่เขาวาดไว้ ตัวดำ เต็มด้วยขน หัวมีเขา หูแหลมเหมือนหนู เขี้ยวยาว ดวงตาแดงก่ำ มีหาง เท้าเป็นกีบ... แต่นี่คุณ...”
       ผมสะดุ้งตัว เมื่อเขาระเบิดหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
       “ฮะฮ้า... คุณมันถูกหลอกมาตั้งแต่เป็นเด็กเป็นเล็ก ธรรมชาติของผมเป็นจิต จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างที่คุณสาธยายมาได้อย่างไร...”
       จริงของเขาแฮะ เรามันถูกหลอกเอง
       “แต่ว่า...คุณไม่เป็นเดือดเป็นแค้นบ้างรึ ที่เขาวาดรูปคุณเสียๆ หายๆ อย่างนี้น่ะ...”
       ผมมันคนใจอ่อน อดเห็นใจไม่ได้ ทั้งๆ ที่ใจอยากจะเปลี่ยนสรรพนาม “คุณ” ให้เป็นอย่างอื่น
       “ จะไปเสียหายยังไง ตรงข้ามกลับเป็นผลดีสำหรับเราเสียอีก ก็คนคอยเป็นห่วงป้องกันตัว และหลบหนีปีศาจที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เห็นเขาวาดไว้ในรูป เลยไม่ได้ระแวงว่า เราปีศาจมาประชิดตัวพวกเขาในรูปของเพื่อนบ้าง ในภาพยนตร์ที่เย้ายวนใจ ในหนังสือสีสดสวยบ้าง ในวิทยุ โทรทัศน์บ้าง และนี่แหละจุดอ่อนของมนุษย์ ใครล่ะจะคอยระแวงเพื่อนคู่หู นี่แหละที่ทำคะแนนให้เราชนะไม่ขาด...”
       “และที่คุณมาเพ่นพ่านอย่างนี้ ไม่เรียกว่าเป็นการเสียเวลาละเลยหน้าที่รึ...”
       ผมชักจะกล้าขึ้นแล้วซี
       “โลกก้าวหน้าขึ้นเท่าไร งานของเราก็น้อยลงเป็นอัตราส่วน”
       “แสดงว่ามนุษย์ดีขึ้นนะซี”
       “ม่ายช่าย... ฝ่ายด้านวัตถุก้าวหน้าไปไกลก็จริงแต่ด้านจิตใจเสื่อมลงไปทุกวัน เราเลยแทบไม่ต้องทำงาน มีมนุษย์บางพวกที่คอยทำหน้าที่แทนเรา ชักชวนบ้าง ล่อลวงบ้าง ใช้ความก้าวหน้าทางด้านการสื่อสารบ้าง เพื่อชักจูงคนซื่อๆ ให้ตกในบาป เสียผู้เสียคนไปมากต่อมาก เราเลยว่างงานไปแยะ...”
       เสียงยามตามถนนตีบอกเวลาห้าทุ่ม
       ป่านนี้ผมน่าจะหลับนอนฝันหวานไปนานแล้ว
       แต่คืนนี้ยังไม่รู้สึกง่วงเลย
       “เสียอย่างเดียว...”
       ปีศาจพูดต่อ
       “ทุกครั้งที่เกิดอะไรขึ้นเสียๆ หายๆ หรือทุกครั้งที่คนทำบาป ทำชั่ว เขามักจะโยนโทษมาให้พวกเราเสมอ... ปีศาจมันแรง... ปีศาจมันชักจูง... ปีศาจมันล่อลวงทนไม่ไหว... ทั้งๆ ที่มนุษย์ด้วยกันแท้ๆ ที่เป็นต้นเหตุกันเอง มันเป็นการทำลายภาพพจน์พวกเราหมด...”
       แน่... ปีศาจยังรู้จักรักเกียรติเหมือนกัน
       “แต่เอ...ผมยังสงสัยเหลือเกินว่า คุณเข้าห้องนี้ไม่รู้สึกอะไรบ้างรึ...”
       ผมถามต่อ มือก็ดึงกางเขนตั้งโต๊ะมาถือไว้เพื่อความอุ่นใจ
       “เช่นว่า... กางเขนที่ตั้งอยู่นี่ คุณไม่กลัวรึ...”
       “ครั้งหนึ่ง ใช่... แต่เดี๋ยวนี้กางเขนกลายเป็นเครื่องประดับไปชิ้นหนึ่งแล้ว คุณว่าคนที่แขวนกางเขนนั้นน่ะ เขาแขวนด้วยความเลื่อมใส ศรัทธากันทุกคนรึ ส่วนใหญ่แขวนโก้ๆ เพื่อความสวยงาม เพื่อให้สะดุดตาบ้างเพื่อให้ทันสมัยนิยมบ้าง คุณจะให้ผมกลัวกระทั่งเครื่องประดับด้วยรึ”
       “ถ้างั้น คุณกลัวอะไร...”
       ผมรุกต่อหมายจะล้วงความลับให้ได้
       “ผมว่าผมรบกวนคุณมาพอสมควรแล้ว... คุณควรจะพักผ่อนบ้าง พรุ่งนี้จะได้มีแรงรบสู้กับสมุนของผมต่อไป...”
       “แต่ผมยังไม่ง่วง”
       “ราตรีสวัสดิ์ ครับ ”
       เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เปิดประตูไปสู่ความมืดในระเบียง
       ผมรีบตามไปดู มีแต่ความมืดและความเงียบ
       คืนนั้นทั้งคืนผมนอนมือก่ายหน้าผาก ฟังเสียงกบ เสียงเขียด แข่งกันร้องกล่อม
       แต่ผมหลับไม่ลง •

 



-TOP-