ฝันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์
ฝันทำให้ชีวิตยามมืดค่ำมีชีวิตชีวาและสว่างสุกใส
เวลาที่ฝัน มนุษย์ออกนอกขอบเขตของเวลาของสถานที่
ล่องลอยไปไกลแสนไกล ข้ามน้ำข้ามทะเล
ชีวิตในวันใหม่เริ่มต้นด้วยความสดชื่นหรรษา
หากตลอดคืนเต็มไปด้วยฝันหวาน
หวานจนกระทั่งเวลาที่ต้องสะดุ้งตื่นในยามเช้า
รอยยิ้มยังตรึงติดริมฝีปากอยู่
ชีวิตในวันใหม่เริ่มต้นในความเบื่อหน่าย หงุดหงิด
ถ้าทั้งคืนเต็มด้วยฝันร้าย เมื่อต้องผวาตื่น
พร้อมกับเสียงนาฬิกาปลุก คราบน้ำตายังติดค้างอยู่ในดวงตาทั้งสอง
หัวใจยังไม่หายเต้นระทึก
“เอ นี่เจ้าต้องการอะไรหึ มาจากไหนกัน”
เสียงห้าวๆ ของบุรุษสูงอายุน่านับถือคนหนึ่ง
ดังลอดออกจากหลังบานประตูใหญ่ที่แง้มออกเล็กน้อย
ผมขาวยาวประบ่า หวีไว้อย่างมีระเบียบ หนวดสีขาวยาวย้อยลงประหน้าอก
บ่งให้เห็นถึงความมีอายุ และประสบการณ์ของชีวิต
พวงกุญแจดอกใหญ่ที่ห้อยติดอยู่ที่เข็มขัดบอกให้รู้ว่า เขาเป็นคนเฝ้าประตู
“คือว่า ... ผม อา ... อยากจะถามหน่อยว่า เวลานี้ผมอยู่ที่ไหน”
ผมระล่ำระลักถาม ผมจำได้แม่นยำว่าได้เข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะรู้สึกไม่ค่อยสบาย
บางทีหวัดกำลังจะเล่นงาน แต่แล้วจู่ๆ ผมก็มายืนอยู่หน้าประตูมหึมา ประตูปิดมิดชิด
ป้ายบอกชื่อสักแผ่นก็ไม่มี ผมกวาดสายตาหมายจะหากริ่งจนทั่วก็ไม่พบ
ผมเลยตัดสินใจยกกำปั้นทุบประตูอย่างแรง
“อ๋อ ...” ชายสูงอายุพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน
สีหน้าแสดงความปรานี เมื่อเห็นผมยืนประหม่า
“ลูกเอ๋ย เจ้ากำลังยืนอยู่หน้าประตูสวรรค์ ...”
“ฮื้อ ... ขอทีเถอะครับ ผมไม่มีอารมณ์ขันจะพูดเล่นนะครับ”
ผมยกเสียง รู้สึกไม่พอใจอยู่เหมือนกัน
ที่ต้องมาเจอกับคนขี้เล่น ในเวลาที่ต้องจริงจังอย่างนี้
“ผมไหว้ละครับ ช่วยบอกผมทีเถอะ ผมอยู่ที่ไหนแน่”
“ก็บอกจริงๆ แล้วนี่ ว่าเจ้ากำลังยืนอยู่หน้าประตูสวรรค์ ”
ชายสูงอายุพูดตัดบท เมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของผม
“และผู้ที่เจ้ากำลังพูดอยู่ด้วยนี้ คือนักบุญเปโตร ... นี่ไงดูนี่ ...”
ว่าแล้วก็ล้วงกุญแจดอกใหญ่ผิดปกติสองดอกออกมา ชูให้ผมดู
“ นี่ล่ะ บัตรประจำตัวของฉัน ”
ผมเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบ รีบยกมือไหว้เสียท่วมหัว
“ผมต้องกราบขออภัยเป็นอย่างสูงสำหรับการล่วงเกิน”
เสียงของผมสั่นเครือแทบจะเป็นเสียงวิงวอน
“ผมงงไปหมดครับ และไม่เคยคิดเลยว่า
จะมาถึงประตูสวรรค์เร็วเกินคาดเช่นนี้ ”

ผมฝืนยิ้ม
“ โอ้ลูกเอ๋ย มีน้อยคนที่จะมาถึงที่นี่ได้ตามที่คาดหมายไว้
ส่วนใหญ่ก็มากันแบบลูกทั้งนั้นแหละ ก็ใครบ้างล่ะจะรู้ตนจะตายเมื่อไร ”

พูดพลางท่านก็เอามือลูบหนวดขาวยาวเป็นเงางามไปพลาง
“แต่ว่า ... เดี๋ยวก่อนครับ ... ผมเองยังไม่รู้เลยว่าผมนะตายตั้งแต่เมื่อไร และตายอย่างไร ”
เป็นความสัตย์ครับ ผมไม่รู้จริงๆ ด้วย
“การตายเมื่อไร และตายอย่างไรนั้นเป็นเรื่องเล็ก
เพราะไม่มีใครสามารถขีดเส้นพรหมลิขิตของตนเองได้ ”

ท่านพูดต่อด้วยสำเนียงโวหารเยี่ยงนักประพันธ์
“ ที่สำคัญ และที่ควรถือเป็นเรื่องใหญ่คือบุญกุศลผลกรรมที่ทำไว้นั่นแหละ
จะเป็นผู้ชี้ชะตาเด็ดขาด นี่สิสำคัญนี่สิเป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจของมนุษย์ในอันที่จะกำหนดชะตากรรมให้ตัวเองได้”

 



-TOP-