คงยากที่จะทำใจอยู่ดี
ทะนุถนอมเลี้ยงดูลูกสาวมาสุดชีวิต
ไม่เคยต้องขาดอะไรที่เพื่อนคนอื่นมี
ยิ่งไปกว่านั้น
แต่ละอย่างที่ลูกมีลูกใส่
ล้วนแต่สรรหาจากห้างชั้นนำทั้งนั้น
ไม่ต้องพูดถึงสถาบันการศึกษา
ถึงค่าเทอมจะแพงหูฉี่
แต่การเรียนการสอนอยู่ระดับนานาชาติ
แม่ไม่เคยคิดลังเลแม้แต่น้อยนิด
ด้วยตั้งใจจะให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูก
แล้วจู่ๆ ลูกสาวก็เลือกไปอยู่กับพ่อ
ถึงจะไกลเกือบพันกิโลเมตร
แต่การไม่ติดต่อกลับมาไม่ว่าด้วยวิธีใด
ก็ยิ่งทำให้รู้สึกห่างไกลแทบโพ้นขอบจักรวาล
สองปีแห่งความเวิ้งว้างหงอยเหงาในจิต
สองปีแห่ง “ทำไม” ที่ไม่มีคำตอบ
สองปีแห่งการทำใจที่แสนเข็ญ...

แล้ววันนั้นเธอต้องปรับความรู้สึกจนต้องสับสน
เมื่อลูกสาวโทรมาสุขสันต์วันเกิดแม่

ยืนยันว่าจะเดินทางมากราบแม่ขอพร
นัดเวลาทานอาหารฉลองวันครบรอบเสร็จสรรพ
ความคิดแรกที่ผลุดขึ้นมาห้วงลึกแห่งใจ
บอกปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใย
ความเจ็บปวดร้าวรานยังมากเกินไป
ที่จะยอมให้ความรู้สึกอื่นแทรกตัวเข้ามา
ความน้อยใจที่กำลังจะกลายเปลี่ยนเป็นความเย็นชา
จนยากที่จะกลับลำมาสู่ความรู้สึกเก่าๆ ที่เคยมี
ในขณะเดียวกัน
สัญชาติญาณแห่งความเป็นแม่ก็ผลุดแทรกขึ้นมา
แม้จะเพียงแค่แวบหนึ่งเมื่อเทียบกับความรู้สึกอื่น
ถึงอย่างไรเสียแม่ลูกก็ตัดกันไม่ได้อยู่ดี...

“ตอนนี้ทำใจให้สงบเป็นอันดับแรก”
น้ำเสียงเยือกเย็นตอบกลับมา
ในชั่วโมงนี้เธอคงตัดสินใจไม่ถูก
หากไม่ได้ปรึกษาฟังความคิดเห็นใครสักคน
เธอจึงได้หยิบโทรศัพท์พรั่งพรูความรู้สึกทุกอย่างออกมา
“ถามใจตัวเองและตอบให้ได้ว่า
ดีใจหรือเสียใจที่ลูกสาวโทรมา...”
ถึงจะยากเพราะสับสนเอาการ
เธอก็ยังพอจะแยกแยะความรู้สึกได้บ้าง
“ทั้งดีใจ ทั้งเสียใจค่ะ...
ดีใจที่ได้ยินเสียงลูก
แต่ก็อดรู้สึกเจ็บใจกับช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ได้...”
เธอตอบจริงใจ น้ำเสียงเริ่มสะท้อนความสงบ
“เป็นความรู้สึกที่เข้าใจได้...”
เสียงเดิมบ่งบอกความเข้าใจแกมเห็นใจ
“ตลอดช่วงเวลาที่ลูกไปอยู่กับพ่อ
ถึงจะเสียใจ แต่ใจคุณแม่ยังเฝ้ารอคอย
อยากจะให้ลูกทำอะไรมากกว่าหมด?”
ท่าทีเธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“อยากจะได้ยินเสียงลูก อยากให้ลูกโทรมาหาแม่บ้าง...”
น้ำเสียงเร่าร้อนบวกจริงใจอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วตอนนี้ลูกโทรมาหาทำไมจึงไม่รู้สึกดีใจ
อย่างไรเสีย ก็ยังเป็นลูกที่โทรมาหาแม่อยู่ดี...”
ท่าทีชะงัก ขณะพึมพำหาคำชี้แจง   *ต่ออาทิตย์หน้า*

 

 

 



-TOP-