“คงต้องทำใจใช่ไหมคะ...ลูกปีกกล้าขาแข็งแล้ว”
เสียงคุณแม่สงบ น้ำเสียงส่อการปล่อยวาง
“ตอนที่ต้องการแม่...แม่จ๋าแทบทุกคำ
แต่พอไม่ต้องการ...ทำเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน
จะแสดงออกสักนิดว่าคิดถึงแม่...ไม่เคยเล้ย

แม่ก็ได้แต่คิด ได้แต่รอ ได้เป็นห่วงเป็นใย...
จนอยากจะตัดใจ ไม่ต้องมาเจ็บปวดรวดร้าว
ทำเป็นไม่มีลูกบ้าง จะได้หมดเรื่องหมดราว
ถือว่าเขาอาศัยเรามาเกิด...”
ความเงียบแทรกเข้ามาชั่วขณะ
เหมือนอีกฝ่ายหนึ่งจงใจให้เวลา
เพื่อให้ความรู้สึกที่กำลังสับสนปนเป
ค่อยๆ ตกตะกอนแยกกันเป็นสัดเป็นส่วน
“อย่างไรก็ตาม...”
เสียงสงบเยือกเย็นพูดขึ้นอีกครั้ง
“แม้คิดอยากจะตัดขาดจากลูก
จะเพราะอะไรก็แล้วแต่
แต่แม่ก็ไม่มีวันตัดขาดลูกได้เด็ดขาด
เพราะ “ความเป็นแม่” คือธรรมชาติของหญิง
และถึงจะไม่มีลูกเป็นตัวเป็นตน
ความเป็นแม่กับความเป็นหญิงก็ยังคงแยกกันไม่ออกอยู่ดี
จะว่าไปแล้ว
หญิงเกิดมาก็เป็นแม่แล้ว
ปฏิเสธความเป็นแม่ก็คือปฏิเสธความเป็นหญิง
ยิ่งเมื่อความเป็นแม่ก่อกำเนิดลูกเป็นเลือดเป็นเนื้อ
ความเป็นแม่กับความเป็นหญิงก็ยิ่งจะเหนียวแน่น
ถึงจะพยายามลืม จะพยายามตัดขาดลูก
ด้วยเหตุผลสนับสนุนร้อยแปดพันเก้า
แต่ก็เป็นความพยายามที่ไร้ผล
ไม่ต่างกับความพยายามที่จะลืม จะตัดขาดตนเอง...นั่นแหละ
”...


“ก็ลูกนั่นแหละทำเหมือนไม่ต้องการแม่
ยามสุขสบายก็น่าจะโทรมาบอกแม่
ยามทุกข์ยามเจ็บป่วยก็ยิ่งน่าจะโทมาบอกแม่
แต่ก็เปล่า
แล้วจะพยายามทำตัวเป็นแม่ไปทำไม...”
เสียงคุณแม่พูด หลังจากเงียบอยู่นาน
เหมือนกำลังใช้เวลาพยายามให้เหตุผลกับตนเอง
“ในความเป็นจริงแล้ว
ลูกต้องการแม่มากกว่าที่แม่คิด...”

เสียงปลายสายแทรกขึ้นมา
ดูจะรีบร้อนสกัดคำพูดไว้เท่านั้น
“ก็อย่างที่พูดๆ กัน
ไม่มีใครแก่เกินจนไม่ต้องการแม่
ลูกต้องการแม่เสมอ
แม้เวลาที่ไม่ต้องการแม่
เพราะความต้องการแม่ไม่อยู่ในสิ่งที่แม่ “ทำ” ให้
แต่อยู่ในสิ่งที่แม่ “เป็น” แม่
อยู่ในความสำนึกว่าลูกเป็นลูกแม่
เพราะความต้องการแม่ไม่อยู่ในสิ่งที่ลูก “ขาด”
แต่อยู่ในสิ่งที่ลูก “มี” แม่....
ความต้องการแบบนี้จึงไม่จำเป็นต้องแสดงออก
ความต้องการแบบนี้จึงไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยให้ได้ยิน
เพราะเป็นความต้องการแบบไม่ต้องการ... นั่นเอง”
ความเงียบครั้งนี้ออกจะนาน
จะได้ยินก็แค่เสียง “อือ” แผ่วเบาออกจากลำคอ •

 

 

 



-TOP-