“...แก...แกนะ...อ้ายหน้าสัตว์...แกทำฉันได้ลงคอ...ข้าอุตส่าห์เลี้ยงแกมา...ไม่เคยต้องให้ขาดแคลนอะไร...แต่...แต่แล้วแกกลับตอบแทนข้า...แกกลับทำกับข้าได้ลงคอ...โธ่...อ้ายเนรคุณ...”

          เสียงอันสั่นเครือไปด้วยความโมโหนี้ ดังมากระทบหูผม ขณะที่ผมกำลังเดินทางกลับจากโรงเรียน ผมยังจำได้ดี วันนั้นเป็นวันเสาร์...วันที่เรานักเรียนต่างรอคอยมาด้วยความกระหาย ตลอดอาทิตย์เราคอยนับวันนับคืนให้วันเสาร์มาถึงเร็วๆ เพราะวันเสาร์โรงเรียนปิดก่อนครึ่งวันแล้วนั้นก็ยังวันอาทิตย์... วันนั้นเช่นวันเสาร์อื่นๆ ผมกำลังเดินกลับบ้านพร้อมกับเพื่อน ใจก็อยากจะให้ถึงบ้านไวๆ จะได้ทิ้งหนังสือใส่ตู้เสียที และออกไปวิ่งเล่นให้หนำใจ... ทว่าเสียงนั้นทำให้ผมชะงัก...นั่นมันเสียงลุงมั่นนี่นา... ผมรีบสาวเท้าไปทางเสียง ใจก็คิดว่าคงจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นเป็นแน่
           บ้านของผมอยู่เลยบ้านลุงมั่นไปหน่อย เราอยู่ในตำบลเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ลุงมั่นแกเป็นคนใจดีรักเด็ก ผมและเพื่อนๆ มักจะไปวิ่งเล่นซ่อนหาในสวนมะม่วงของแกบ่อยๆ ถึงหน้ามะม่วงลุงมั่นก็จ้างพวกเราเก็บมะม่วงโดยให้ค่าจ้างเราต้นละบาท ซึ่งสำหรับเราเด็กบ้านนอกก็นับว่ามากเหลือหลายแล้ว
          พอเลี้ยวโค้งไปหน่อย ภาพที่อยู่ข้างหน้าทำให้ผมถึงกับอ้าปากค้าง บ้านลุงมั่นไหม้วอดเหลือแต่เสาดำเป็นถ่านยืนอยู่สองสามต้นเท่านั้น ทุกอย่างเรียบเป็นหน้ากลอง คงเหลือกองเถ้าที่ยังครุอยู่ ชาวบ้านที่มาช่วยดับไฟ ยังคงยืนคุยกันเป็นกลุ่ม บางคนช่วยรวบรวมข้าวของที่ถูกยกออกมาไว้รวมกัน ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีแม่ผมรวมอยู่ด้วยกำลังช่วยกันพูดปลอบยายชื่น ภรรยาลุงมั่นอยู่ใกล้ๆ นั้น แต่กลุ่มใหญ่กว่าเพื่อน คือกลุ่มที่กำลังมุงอยู่รอบๆ ลุงมั่น เสียงอันโกรธจัดของลุงมั่นยังคงดังกังวานต่อไป พลางแกก็ชี้มือชี้ไม้ไปบนต้นชมพู่
          “แก...แกทำข้าฉิบหายวายวอดหมด...แก....อ้ายเนรคุณ...”
          ผมงงไปหมด...บนต้นชมพู่ มีเจ้า “กะปิ” นั่งอยู่บนกิ่งไม้...เราเด็กรู้จักเจ้ากะปิดี ทุกวันตอนเราผ่านต้นชมพู่เรามักจะยืนแหย่เจ้ากะปิเล่น... ที่จริงเจ้าลิงตัวนี้ไม่มีชื่อหรอก แต่เราเด็กๆ รู้ว่าลิงไม่ชอบกะปิ เราจึงตั้งชื่อมันว่า “กะปิ” ไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี้ เจ้ากะปิออกลูก เราก็รอวันรอคืนให้เจ้าลิงน้อยโตขึ้นเพื่อจะได้มาแหย่เล่น... แต่เจ้ากะปิมันเกี่ยวอะไรกับไฟไหม้บ้านลุงมั่นด้วยล่ะ... ผมเหลือบไปเห็นพ่อผมยืนอยู่ไม่ไกลนัก เสื้อยังโชกไปด้วยเหงื่อ ผมวิ่งไปถามตามความมักรู้มักเห็น
          “เจ้ากะปิมันทำพิษนะซี” พ่อผมตอบโดยไม่หันมามอง
          เป็นไปได้หรือนี่...
          ลิงตามสัญชาตญาณชอบเลียนแบบ ต้นชมพู่ที่เป็นบ้านของเจ้ากะปิ อยู่ติดกับหน้าต่างครัวของลุงมั่น วันแล้ววันเล่า ที่เจ้ากะปิเห็นยายชื่นหรือไม่ก็ลูกสาวของแกก่อไฟหุงข้าว เห็นเขาจุดไม้ขีด เจ้ากะปิก็หากิ่งไม้ขีดกับกิ่งต้นชมพู่พร้อมๆ กันไป แม้ผลจะไม่เหมือนกัน แต่เจ้ากะปิก็เฝ้าเลียนแบบไปตามประสาลิงของมัน และแล้ววันนั้น เพราะความเผลอของยายชื่น เจ้ากะปิเห็นกล่องไม้ขีดวางอยู่บนขอบหน้าต่างครัว มันรออยู่นาน จนกระทั่งลุงมั่นกับยายชื่นกินข้าวเที่ยงเสร็จ และออกไปทำงานในสวนแล้ว เจ้ากะปิค่อยๆ ไต่ลงมากระโดดขึ้นนั่งขอบหน้าต่าง และเริ่มจัดการกับกล่องไม้ขีดทันที
          หลังจากลองอยู่นาน เจ้ากะปิก็เปิดกล่องไม้ขีดออกจนได้ มันหยิบก้านไม้ขีดออกมากำหนึ่ง แล้วก็ขูด...ขีด... ถูกับกล่องไม้ขีดด้านนี้บ้าง ด้านโน้นบ้างตามอย่างที่เคยเห็นมา
          “แครก...แครก”
          
ขีดอยู่นาน เจ้ากะปิคงนึกเอะใจ เพราะตามธรรมชาติแล้ว เห็นคนเขาขีดครั้งหรือสองครั้งก็มีเปลวสีเหลืองๆ เกิดขึ้นที่ปลายก้านไม้ขีด เจ้ากะปิคงก้มหน้าก้มตาขีดต่อไป ทันใด...
          “ซี้ด...ซี้ด...พรึบ...” ไฟติด
          เจ้ากะปิแสนจะดีใจ ยืนขึ้นร้องเจี๊ยกๆ ทว่าความดีใจของมันอยู่ไม่ได้นาน ทันใดนั้นมันรู้สึกร้อนจี๋ที่มือ สัญชาตญาณบอกให้มันทิ้งก้านไม้ขีดไฟที่ติดไฟนั้นเสีย ด้วยความตกใจ มันกระโดดขึ้นไปอยู่บนต้นชมพู่ มือยังกำกล่องไม้ขีดไว้แน่น มันหารู้ไม่ว่าก้านไม้ขีดที่มันทิ้งไปนั้นตกลงไปในกล่องเศษไม้ที่เขาใช้สำหรับก่อไฟพอดี

 กว่าที่ลุงมั่นจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไฟก็ลุกไหม้ครัว และกำลังลามไหม้ไปครึ่งบ้านแล้ว
          “ไฟไหม้...ไฟไหม้...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...”
          
ชาวบ้านวิ่งมาช่วยกันดับไฟ
          “เจี๊ยกๆ...เจี๊ยกๆ...”

         เจ้ากะปิร้องแข่งกับเสียงชาวบ้านที่กำลังชุลมุนดับไฟกันอยู่ข้างล่าง มือยังคงกำกล่องไม้ขีดไว้แน่น
          “ต้นไปมาจากครัว” เสียงลุงเผือกดังออกมาจากกลุ่มคนที่กำลังยืนหอบ และเหงื่อโชกไปทั้งตัว
          “โธ่...ก็ฉัน...ฉันดับไฟ... ในเตาด้วยมือฉันเอง ก่อนจะออกไปในสวนนี่นา...ฮือ...”
          
เสียงยายชื่นพูดตะกุกตะกัก สลับกับเสียงสะอื้น
          เจี๊ยก...เจี๊ยก... เจ้ากะปิร้อง
          “อ้าว...ดูนั่นซิ...เจ้ากะปิถือไม้ขีดอยู่นั่นไง...”
          
ทุกสายตาหันไปมองเจ้ากะปิเป็นตาเดียวกัน หลักฐานอยู่ที่นั่น... เจ้ากะปิหารู้ไม่ว่า กลักไม่ขีดไฟที่มันถืออยู่ในมือเป็นพยานฟ้องมันเองอย่างแก้ตัวไม่ขึ้น...

          ข่าวการที่ตามั่นจะฆ่าเจ้ากะปิกระจายไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านละงานมายืนดูอยู่รอบๆ ต้นชมพู่คล้ายกับจะมาอำลาเจ้ากะปิเป็นครั้งสุดท้าย...
           หลายปีทีเดียวที่เจ้ากะปิได้อยู่ร่วมกับเขา...คอยให้ความเพลิดเพลิน และทำให้พวกเขาหัวเราด้วยนิสัยประสาลิงของมัน
          “ตลอดหกปี...ข้าเลี้ยงดูเจ้ามา...ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมา แต่... แต่...ทำไม...แกกลับตอบแทนข้าอย่างนี้...แกมัน...เนรคุณ... จะอยู่ร่วมโลกกันต่อไปอีกทำไม...” เสียงลุงมั่นพูดตัดพ้อคล้ายกับว่าเจ้ากะปิเป็นคน เสียงของแกระคนไปด้วยความรู้สึกต่างๆ...เสียใจ...เจ็บใจ...สงสาร...สิ้นหวัง... ปากยังคงพึมพำต่อไป มือก็หยิบหน้าไม้ใส่ลูกดอกชุบยาน่องเข้าแล่ง ทุกคนที่อยู่ที่นั่นเงียบกริบสีหน้าบ่งความรู้สึกต่างๆ กัน ลุงมั่นยกหน้าไม้ขึ้นเล็ง แต่แล้วก็ลังเลใจ แกลดมืออันสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดลง... แต่แล้วก็ขบกรามแน่น... ยกหน้าไม้ขึ้นอีก... ทุกคนกลั้นหายใจ
          “ฉึก” ลูกดอกปักอกเจ้ากะปิ ฝังลึกเข้าไปเกือบครึ่งดอก
          “เจี๊ยก” เจ้ากะปิร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด ระคนกับความตกใจเลือดทะลักมาตามลูกดอก
          แต่แล้ว ภาพที่อยู่ข้างหน้าทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง...ตื้นตัน..กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
          ความโกรธของลุงมั่นอันตรธาน คงเหลือแต่ความสงสารเวทนา..
          เจ้ากะปิใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด มือทั้งสองยึดกิ่งชมพู่ไว้แน่น...ตาแดงก่ำ... แต่สัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ของมันอยู่เหนือความเจ็บปวดใดๆ ...ลูก...ใช่... ลูกอ่อนของมัน...มันค่อยๆ ไต่ไปตามกิ่งชมพู่ด้วยความลำบาก...ไปที่บ้านเล็ก...ข้างในลูกอ่อนของมันนอนอยู่
          มือหนึ่งยึดกิ่งชมพู่ไว้แน่น อีกมือหนี่งเอื้อมไปเด็ดใบชมพู่มาใบหนึ่ง...แล้วด้วยมืออันสั่นเทา เจ้ากะปิรีดนมใส่ใบชมพู่... หยาดนมสีขาวปนเลือดไหลออกมาช้าๆ ตาทั้งสองเริ่มหรี่ลงทีละน้อย...มันกระเสือกกระสนวางใบชมพู่ที่มีนมระคนกับเลือดไว้หน้าบ้านเล็ก... ตาทั้งสองเปิดกว้างอีกครั้งหนึ่ง... ปากอ้ากว้างคล้ายกับจะร้องอำลาลูกน้อยของมันเป็นครั้งสุดท้าย มีก็แต่เสียงลมออกมา... มือที่ยึดกิ่งชมพู่ค่อยๆ คลายออก แล้วนั้นร่างของเจ้ากะปิก็ตกลงมาขาดใจแทบเท้าของลุง... ตาทั้งสองยังคงเปิดกว้างอยู่ สายตาแฝงไว้ซึ่งความห่วงใย...ถึงลูกอ่อนของมันที่ต้องมากำพร้าแม่ตั้งแต่เยาว์เช่นนี้
          “โธ่...เจ้ากะปิ...” ลุงมั่นพึมพำออกมาได้เท่านี้ น้ำตาก็ไหลพราก...
          ลุงมั่นสร้างบ้านใหม่ ร่างของเจ้ากะปิถูกฝังอยู่ใต้ต้นชมพู่นั่นเอง เจ้ากะปิตายไปแล้ว แต่ต้นชมพู่ยังยืนตระหง่าน คอยเตือนเราให้หวนไปคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่เรายืนเป็นพยานถึงความรักของแม่ต่อลูก... ถูกแล้วแม้แต่จะเป็นความรักเดรัจฉาน ทว่าความรักที่สูงส่ง... ความรักของแม่ต่อลูก •

 



-TOP-