“ฮัลโหล...นั่น 283761 ใช่ไหมคะ...”
          อ้อยรีบพูดกรอกสาย หลังจากที่ต้องรออยู่ด้วยความกระวนกระวาย มือขยับโทรศัพท์ให้ชิดหู
          “ใช่ฮะ”
          เสียงผู้ชายดังมาตามสาย
          แม้จะเป็นเสียงเล็กและแหบๆ ทว่าอ้อยจำได้แม่นยำ
          “สวัสดีค่ะป๋า...นี่อ้อยพูดค่ะ...”
          “อ้อ...ยายอ้อยรึ มีอะไรรึ...”
          
เสียงแสดงความประหลาดใจแกมเป็นห่วง
          “เปล่าค่ะป๋า...อ้อยคิดถึงบ้าน เลย อาป๋าคะ ป๋าสบายดีหรือคะ”
          
“ป๋าสบายดี...ทำไมรึ...”
          
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ อ้อยเป็นห่วงป๋านิดหน่อย ป๋าสบายดีแน่หรือคะ...”
          “ก็ป๋ากำลังพูดกับแกอยู่นี่ไง...ห่วงป๋าทำไม”
          
“เปล่าค่ะ...ไม่มีอะไร ตอนนี้หายห่วงแล้ว... ป๋าคะ อ้อยกราบลาล่ะ”
          
“อ้อย...เดี๋ยว...”
          
กริ๊ง อ้อยวางสาย หลับตา ถอนใจด้วยความโล่งอก ใช่ อ้อยหายห่วงแล้ว
          ตลอดสามวันที่ผ่านมา อ้อยไม่มีกระจิตกระใจทำอะไรเลย
          จบ ม.ศ. 3 แล้ว อ้อยจากบ้านเข้าเรียนต่อกรุงเทพฯ ชีวิตเด็กประจำดำเนินไปด้วยความราบเรียบ อ้อยเป็นคนชอบสนุก พูดคุยเล่นหัวได้กับทุกคน เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูงและครูบาอาจารย์
          แต่ สามวันที่ผ่านมา อ้อยดูเปลี่ยนไป หน้าตาเคร่งขรึม ใจลอย ไม่พูดไม่จา ไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ตัวอ้อยรู้ดี
          เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อสามวันก่อน

          เย็นนั้น หลังจากอาบน้ำแล้ว เด็กประจำต่างทยอยกันเข้าห้องเรียน อ่านหนังสือ ทำการบ้าน
           “คุณครูคะ หนูลืมการฝีมือไว้ในสนาม หนูขออนุญาตไปเอานะคะ"
          
เลิกเรียนแล้วอ้อยง่วนอยู่กับการทำการฝีมือ
          ก่อนขึ้นอาบน้ำ เพื่อนชวนไปทานขนม อาบน้ำเสร็จจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าลืมการฝีมือไว้บนม้าหินในสนาม ขณะเดินลงบันได อ้อยกวาดสายตาไปที่สนาม มองหาม้าหินที่นั่งทำการฝีมืออยู่สักครู่มานี้
          อ้อยสะดุ้งไปทั้งตัว
          ที่ม้าหิน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งหันหลังให้อ้อย ก้มหัวลึกไปข้างหน้าคล้ายจะมองหาอะไรที่พื้น
          สิ่งที่สะดุดตาอ้อยมากที่สุดคือ รูปร่างท่าทางเหมือนพ่อของอ้อย แถมเสื้อคอฮาวายลายแดงเหลืองตัวที่เขาใส่อยู่ทำให้อ้อยร้องออกมา
          “ป๋า”
          
อ้อยจำได้แม่นยำ
          เสื้อคอฮาวายลายเหลืองแดงตัวนั้น เป็นของขวัญวันเกิดของคุณพ่อที่อ้อยและพี่ๆ ช่วยกันซื้อให้
          แต่ว่าป๋ามาทำอะไรที่นี่ตอนนี้ล่ะ...
          อ้อยรีบวิ่งลงบันไดที่เหลือ
          แต่พอออกนอกมุขตึก ชายลึกลับคนนั้นหายไปแล้ว
          การฝีมือที่อ้อยลืมไว้ยังคงอยู่ที่ม้าหินนั่น...
          อ้อยตาฝาดไปกระมัง ใจก็อดสงสัยไม่ได้
          วันรุ่งขึ้น
          หลังจากอาบน้ำแล้ว
          อ้อยอยากจะพิสูจน์ให้แน่ใจว่า สิ่งที่เห็นเมื่อเย็นวานนี้ เป็นเพียงแต่จินตนาการที่มาจากความคิดถึงบ้าน
          “คุณครูคะ ขออนุญาตลงไปเอาการฝีมือในสนามค่ะ...”
          
 อ้อยโกหกครู
           “เอาอีกแล้ว...แหม ยายอ้อยนี่ขี้ลืมจังเลย...”

ขณะลงบันได อ้อยรีบกราดสายตาไปที่เก้าอี้หินตัวนั้น
          หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
          ที่เก้าอี้หินตัวนั้นเขานั่งอยู่เหมือนเมื่อวาน
          นั่งหันหลังให้ หัวก้มลึก เสื้อคอฮาวายลายเหลืองแดง
          อ้อยขยี้ตา มือหยิกต้นแขนอย่างแรง
          อ้อยไม่ได้ฝันไป
          “ป๋า...ป๋า...”
          
อ้อยรีบก้าวลงบันได ก้าวละสองขั้น
          ทว่า พอถึงหน้ามุขตึก กวาดสายตาไปที่เก้าอี้หินตัวนั้น เก้าอี้ว่างเปล่า
          อ้อยรีบวิ่งไปที่ประตูใหญ่
          “เอ...ฉันไม่เห็นมีใคร รูปร่างและใส่เสื้ออย่างที่หนูบอกเข้าออกเลยนี่นา ประตูยังปิดแน่นมาตั้งแต่เลิกเรียน...”
          
คนเฝ้าประตูตอบด้วยความแปลกใจ
          เอ...คุณพ่ออยู่ที่บ้านเป็นอย่างไรหนอ... อ้อยคิดขณะพลิกตัวไปมาบนเตียงนอนตอนดึกของคืนวันนั้น
          เช้าวันรุ่งขึ้น อ้อยตัดสินใจขออนุญาตโทรศัพท์ทางไกลไปบ้าน หัวใจเต้นระทึก ขณะยืนรอสายอยู่ อย่างกระสับกระส่าย
         อ้อยเดินออกจากตู้โทรศัพท์ด้วยความโล่งอก
          คุณพ่อสบายดี
          ใจก็คิดตำหนิ จินตนาการของตนเองที่เป็นต้นเหตุให้กินไม่ได้นอนไม่หลับมาสามวันเต็ม
          เย็นนั้น หลังจากอาบน้ำแล้วอ้อยรีบลงมาเอาการบ้านออกมาสะสางย้อนหลังที่ไม่ได้ทำสามวันที่ผ่านมา
          “อ้อย...”
          ครูสะกิดแขนเมื่อเห็นอ้อยง่วนอยู่กับการบ้าน
          “มีโทรศัพท์ทางไกลมาถึงเธอ...ด่วนด้วย...”
          
อ้อยแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง นั่งงงไปพักหนึ่งแล้วก็พรวดพราดออกจากห้องเรียน
          “ฮัลโหล”
          
อ้อยพูดกรอกสาย
          “นั่นอ้อยพูดใช่ไหม...นี่แม่พูด...กลับบ้านด่วน ป๋าเสียแล้ว”
          เท่านั้นแล้วคำพูดก็ขาดลงพร้อมกับเสียงสะอื้นดังแทรกขึ้นมา
          อ้อยยืนถือโทรศัพท์ค้าง
          วันนั้น พ่อของอ้อยกลับจากงานบ่นว่าปวดหัว
          อาบน้ำ ใส่เสื้อคอฮาวายลายเหลืองแดงตัวโปรด แล้วก็ขับรถออกไปรับลูกชายคนเล็กที่โรงเรียน ทว่าเย็นวันนั้นน้องของอ้อยนั่งรอป๋าจนเพื่อนกลับกันหมดแล้ว
          ทางบ้านแม่ก็นั่งรอ เห็นพ่อผิดเวลา
          คุณพ่อของอ้อยยังไม่กลับมา
          มีแต่เสียงโทรศัพท์
          ตำรวจพบคุณพ่อของอ้อยนั่งฟุบหน้ากับพวงมาลัยรถขณะรถจอดรอไฟเขียวอยู่
          หมอบอกว่าคุณพ่อของอ้อยตายเพราะเส้นโลหิตในสมองแตก

          ครับ ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสรู้ล่วงหน้าถึงความตายที่ย่างกรายเข้ามา ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสส่งกระแสจิตใต้สำนึกไปเตือนใครต่อใคร อย่างพ่อของอ้อย
          แต่ที่แน่ๆ คือวันนี้เวรเขา ไม่เร็วก็ช้าก็ต้องเป็นเวรของเราแน่
          หมั่นทำดี สร้างกุศลกรรมไว้มากๆ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลยครับเอาให้แน่ไว้ดีกว่า•


     

 

 



-TOP-