ระเบียงตึกในยามดึกคืนนั้นสงบเงียบออกจะวังเวง
       เสียงแมลงเล็กใหญ่กรีดเสียงทำลายความเงียบ
       นานๆ จะมีเสียงร้องหยาบของนกราตรีที่ออกล่าเหยื่อ
       ฉันยืนอยู่ในความมืด เพลินไปกับเสียงธรรมชาติรอบข้าง
       ที่ฉันไม่ค่อยจะได้สัมผัส ได้ยิน มาช้านานแล้ว
       ขณะที่สายลมแผ่วเบา ช่วยให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

       ทันใด แสงไฟดวงน้อย กระพริบปิด-เปิดอยู่ปลายระเบียง
       ตัดกับฉากแห่งความมืดมิดสนิทให้ยามท้องฟ้าปราศจากดาวเฉกเช่นคืนนี้
       แสงไฟดวงน้อย ล่องลอยมาตามความยาวของระเบียง
       กระพริบปิด-เปิด แสงเรื่อเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตรงมาทางที่ฉันยืนอยู่
       ฉันจดจ้องมองตามแสงน้อย สว่างขึ้นที่นั่นที  แล้วก็ดับกลืนไปกับความมืด แล้วก็ไปสว่างขึ้นอีกทีหนึ่ง แล้วก็หายไป
       เดี๋ยวสว่าง เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง เดี๋ยวมืด
       เด็กน้อยในตัวฉันเริงร่ายินดี อย่างที่เคยเป็นเมื่อหลายสิบปีให้หลัง
ยามที่มือหนึ่งถือถุงพลาสติกใส  วิ่งตามแสงน้อยๆ เหล่านี้  อีกมือไขว่คว้าจับเจ้าแมลงมีแสงตัวน้อยๆ นี้มารวมกันไว้ในถุงดูสว่าง ด้วยไฟกระพริบนับสิบ
       ความคิดฉันที่กำลังล่องลอยย้อนเวลากลับหาอดีตต้องสะดุดกึก
       เมื่อเจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย บินขึ้นชนเพดานของระเบียง
       ชนที ก็ถลาลงมาที แล้วก็บินขึ้นไปชนอีก แล้วก็ถลาลงมาอีก
       ในขณะที่ แสงที่ด้านท้ายลำตัวของมันยังกระพริบเป็นจังหวะเสมอต้นเสมอปลาย
       บางครั้ง มันก็พยายามบินไปทางกำแพงห้องบ้าง
       แต่ก็ต้องชนกับกำแพง และถลาออกมา ครั้งแล้วครั้งเล่า
       ความมืดในขณะนั้นคงทำให้มันมองไม่ออกว่าด้านบน และด้านข้างของระเบียงนั้นมีกำแพงหนาทึบขวางกั้นอยู่
       ขวางกั้นระหว่าง มันกับท้องฟ้าเวิ้งว้างกว้างใหญ่
       และในขณะที่มันคิด กำลังบินอวดแสงตะเกียงน้อยๆ ของมันอยู่บนฟากฟ้ามืดมิด  มันก็ต้องบินชนกำแพงปูนและถลาลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า
       จนฉันทนดูอยู่ต่อไปไม่ไหว ต้องหาทางช่วย
       ฉันยืนมองแสงไฟกระพริบน้อยๆ ที่บินพ้นระเบียงออกไปในความมืด จนกระทั่งแสงกระพริบหายไปจากสายตา
       ฉันยังคงยืนอยู่ที่นั่น คิดถึงหิ่งห้อยตัวน้อย
       อดฉงนไม่ได้ว่า ธรรมชาติให้มันมีแสงในตัว แต่ทำไมแสงกลับไปอยู่ด้านท้ายลำตัว
       แทนที่จะอยู่ด้านหน้า เพื่อส่องสว่างชี้ทาง
       มันคงจะไม่ต้องบินชนกำแพงและเพดานระเบียง หากมีแสงส่องให้เห็นข้างหน้า

       แล้วความคิดของฉันก็ผละจากหิ่งห้อยตัวน้อย ไปยังคนเรา
คิดถึงแสงอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเราแต่ละคน
       แสงแห่งเหตุผล ที่คอยชี้นำและให้ความสว่างแก่ชีวิตและการกระทำ
       คนขึ้นชื่อว่าคน ต่อเมื่อดำเนินชีวิตและการกระทำไปภายใต้การบอกนำของเหตุผล
       และยามใดที่เรายอมให้ สัญชาตญาณมาอยู่เหนือเหตุผล  ยามนั้นก็คงจะเหลือแต่ความเป็นสัตว์ เฉกเช่นสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่ด้วยสัญชาตญาณ
       . . . . . ใครแข็งแรงกว่า อยู่รอด
       . . . . . ใครดุร้ายกว่า มีอำนาจ
       . . . . . ใครมือยาว สาวได้สาวเอา
       . . . . . ใครเล่ห์เหลี่ยมมากกว่า ชนะ

       มันน่าเสียดายที่หลายคน แม้จะมีแสงสว่างแห่งเหตุผล
       แต่แสงนั้นมักไปอยู่เสียข้างหลัง
       ดุจเช่นแสงน้อยของหิ่งห้อย
        เหตุผลจึงไม่ได้ช่วยชี้นำ ความประพฤติและการกระทำ
       เลยเกิดการชน การกระทบกระทั่ง การปะทะ การทะเลาะวิวาท...การหักล้าง เข่นฆ่า ทำลาย

       เพราะอารมณ์มันไปเร็วกว่าเหตุผล
       และกว่าเหตุผลจะไปทัน มันก็สายเกินแก้เสียแล้วทุกครั้งไป •

 

 



-TOP-