การพูดจาต่อรองนั้นสั้น
       คนหนึ่งรู้ตัวว่าเป็นโรคที่คนพากันรังเกียจ
       จะเคลื่อนไหวไปไหนต้องคอยให้ปลอดคน
       มันเสี่ยงเกินไปที่จะมีใครผ่านมาอย่างไม่นึกฝัน
       เพราะนั่นหมายถึงโทษประหาร…โดยใครก็ได้
       แต่วันนั้น ใจให้รู้สึกรุ่มร้อน จนลืมนึกถึงความรอบคอบ
       สิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับอาจารย์ผู้นั้น ยิ่งทำให้เขาเกิดความหวัง
       …ความหวังที่ดับวูบไปพร้อมกับอาการแรกของโรคร้ายนั่นแหละ

       เสียงร่ำลือความเมตตาและความใจดีของอาจารย์ท่านนี้ทำให้เขาเกิดความกล้า

       อย่างน้อยๆ ท่านก็คงไม่โหดเหี้ยม ไร้ความปรานี เฉกเช่นคนทั่วไปเป็นแน่
       และโอกาสที่เฝ้ารอก็มาถึง
       เขายืนรออยู่ห่างๆ ขณะที่อาจารย์และผู้ติดตามกำลังจะเดินผ่านมา
       เนื้อตัวเขามีผ้าปิดมิดชิด แม้จะพยายามทำให้ดูเป็นปกติ
       “พระอาจารย์ครับ” เขาตะโกนสุดเสียง เมื่อท่านอาจารย์เข้ามาในระยะพอได้ยิน
       เขาชินกับการร้องตะโกน เตือนผู้คนให้อยู่ห่างๆตัวเขามาโดยตลอด
       “ระวัง คนไม่สะอาด” เขาคอยร้องบอก แม้จะเป็นการประจานตัวเองสำหรับสภาพอันน่ารังเกียจ
       แต่ครั้งนี้ครั้งเดียว เขาตะโกนร้องเพื่อเสนอความประสงค
       “ผมเป็นโรคเรื้อน ถ้าท่านอยาก ผมมีสิทธิ์จะหายได้…”
       ไม่มีการขอ ไม่มีการวิงวอน ไม่มีการคร่ำครวญ ไม่มีการเรียกร้อง…
       หากเป็นแค่การเสนอซื่อๆเรียบๆ…แฝงไว้ซึ่งความเชื่อใจไม่มีสงสัย
       …สงสัยว่าท่านอาจารย์จะเมตตาหรือไม่ สงสัยว่าท่านช่วยหรือไม่

       จะสงสัยก็แค่ว่าสิ่งที่เสนอไปนั้นจะดีหรือไม่…สำหรับตัวเขา

       จึงปล่อยให้ท่านอาจารย์เป็นผู้ตัดสิน
       “ฉันอยาก”  ท่านอาจารย์ตอบสั้นๆ แต่สุ้มเสียงบอกเต็มใจ
       คล้ายจะสำทับว่า เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะถาม

       มีใครลำบาก มีใครเป็นทุกข์ มีใครเดือดร้อน มีใครเจ็บป่วย…ฉันอยากช่วยเสมออยู่แล้ว

       เพราะนั่นคือธรรมชาติแห่งความรัก ความเมตตา ความสงสาร…
       แล้วเขาก็หายจากโรค…เดี๋ยวนั้นเอง
       ทันเวลาที่คนเข้าประชิดตัว…โดยไม่ต้องร้องบอกให้ระวัง…อีกต่อไปแล้ว
       ผ่านไปแล้วสองพันปี ทุกอย่างดูจะกลับตาลปัด
       การพูดจาต่อรองถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “การสวดภาวนา”
       จากที่เป็นการพูดคุยกันสั้นๆ ตรงประเด็น กลายเป็นการสาธยาย

       ฝ่ายเดียวและยืดยาว

       มีทั้งเรียกร้องมีทั้งท้าทายมีทั้งต่อรองมีทั้งเงื่อนไข…
       พูดเอง เออเอง กำหนดเอง ชี้แนะเอง…เสร็จสรรพ
       ทั้งๆที่โดยธรรมชาติแห่งความรัก ความเมตตา ความสงสารแล้ว พระอาจารย์อยากจะช่วยอยู่แล้ว
       แม้จะไม่ใช่ตามที่คนเราคิด คนเราอยากได้ คนเรากำหนด…
       เนื่องจากทรงรู้เห็นดีกว่าคนเราในทุกเรื่อง
       เลยเป็นว่าแทนที่คนเราจะร้องขอวิงวอนขอความเมตตา…ให้พระอาจารย์ช่วย
       กลับเป็นพระอาจารย์ที่ร้องขอวิงวอนขอความเมตตาคน…ให้พระองค์ได้ช่วย
       ตามการเรียกร้องแห่งความรัก ความเมตตา ความสงสาร
       ตามวิธีการ ตามเวลา ตามรูปแบบ…ที่ทรงเห็นดีที่สุดสำหรับเรามนุษย์
       เพียงแค่บอกกับพระองค์อย่างจริงใจ “ถ้าพระองค์อยาก”

 



-TOP-