"ฮัลโหล...คุณพ่อหรือครับ"
       เสียงผู้ชายดังมาตามสายทันทีที่ผมยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาหลังจากที่เสียงกริ่งทำลายความเงียบสงบในห้องทำงานของผมในเย็นโพล้เพล้วันนั้น

      "ครับ..." ผมรีบตอบอดฉงนไม่ได้ว่าใครโทรเข้ามาในยามนี้
      "พ่อครับ...ผม...ผม..." คำพูดชะงักขณะที่เสียงถอนหายใจดังแทรกขึ้นมา บ่งบอกความอึดอัดใจ และลังเล
      "พ่อครับ..." เสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่ผมจะสามารถค้นคิดคำพูดอะไรออกมา เพื่อจะถามใคร ทำไม ที่ประดังเข้ามาในสมองในชั่วพริบตานั้น
       "ผมโทรมา...ลาพ่อครับ"
       "ลาไปไหน..." ผมโพล่งออกมา เสียงออกจะกระด้างจนผมต้องรีบบังคับเสียงพูดต่อ
       "เออ...ลาไปไหนหรือครับ" แม้จะดูนิ่มนวลขึ้น แต่เสียงที่สั่นเล็กน้อยยังฟ้องความตื่นเต้นระคนแปลกใจออกมาอยู่ดี
       "ผมลา...ไปตายครับ" เสียงนั้นยังคงพูดต่อไปเนิบๆน้ำเสียงบ่งบอกความเศร้าแฝงความตั้งใจ ชวนให้อึดอัด
       ให้ตายเถอะ ผมอยากจะได้ยินเสียงเขาหัวเราะตามมา เขาจะเป็นใครก็ตาม เพียงแค่ให้รู้ว่าเขากำลังพูดเล่น
       "อา..." คำพูดคำเดียวที่ผมหลุดปากออกมาได้เวลานั้น ขณะมือที่ว่างดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋ากางเกงเพื่อซับเหงื่อเม็ดใหญ่ๆที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากและเริ่มหยดลงมาเป็นเส้นยาวบนกระจกแว่นตา ทั้งๆที่แอร์ในห้องเย็นฉ่ำ อดนึกโมโหตัวเองไม่ได้ที่งงงันสับสน จนหาคำพูดอย่างอื่นออกมาไม่ทัน
       "ผม...กำลังไป...ฆ่าตัวตายครับพ่อ" เสียงของเขาเรียบเฉยราวกับจะไม่ไยดีต่อความรู้สึกของผมในขณะนั้นเสียบ้างเลย
       "อะไรนะ...คุณว่า คุณกำลัง..." สติสัมปชัญญะของผมกลับเข้าเนื้อเข้าตัว ทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง
       "ครับ...ผมจะฆ่าตัวตาย...ครับพ่อ" เสียงเขาจะดังขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเน้นคำพูดเพื่อความเข้าใจ
       "ขอโทษ...นั่นคุณเป็นใคร...โทรมาจากไหน..." เสียงผมพร่าจนแทบจะเป็นเสียงตะโกน
       "ผมต่างหากล่ะครับที่ต้องขอโทษพ่อ พูดมาเสียนานยังไม่ได้บอกว่าเป็นใคร..." เสียงเขาคงเรียบเฉยเหมือนเดิม
       "ผมเกรียงไกรครับ...ชื่อเล่น...ต้อม คุณพ่อเคยดูแลผมตอนเป็นเด็กประจำและสอนภาษาอังกฤษให้ด้วย..."
       "เกรียงไกร? ...เอ...เกรียงไกรไหน..." ผมทวนชื่อ ขณะสมองทำงานหนักเพื่อรื้อหาใบหน้าที่จะสอดคล้องกับชื่อ แต่จนแล้วจนรอดต่อหน้าสถานการณ์คับขันเช่นนี้
       "ว่าแต่ว่า...ตอนนี้ ต้อมอยู่ที่ไหนน่ะ" ผมรีบเบนความสนใจเขากลับมาจากอดีต เวลานี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด... สำหรับเขา...เกรียงไกร
       "ผมโทรมาจากตู้โทรศัพท์ใกล้ ๆ กองสลากกินแบ่งครับ..." "เครื่องหมายเลขอะไร...เดี๋ยวพ่อโทรกลับไปดีไม๊..." ผมวางแผนถ่วงเวลา
       "ไม่ต้องหรอกครับพ่อ ผมมีเหรียญเยอะ ไหนๆก็จะไม่ใช้อีกแล้ว สะพานปิ่นเกล้าอยู่แค่นี้เอง..."
        "ต้อม...มีอะไรที่พ่อพอจะช่วยได้ไหม พ่ออยากจะช่วยสุดความสามารถ... พ่อขอร้อง..." ผมพูดด้วยจริงใจ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความรู้สึก
        "ขอบคุณครับพ่อ...คงไม่มีอะไรจะต้องช่วยอีกแล้วครับ พ่อช่วยสวดมนต์ให้ดวงวิญญาณผมด้วยก็แล้วกันครับ...ทุกอย่างมันจบสิ้นแล้วครับคุณพ่อ...ผมมันเกิดมาผิดสมัยเอง..."เสียงเขาราบเรียบบ่งบอกความสำนึกในการตัดสินใจครั้งนี้
       "พ่อไม่เข้าใจ...เกิด...ผิดสมัย?" ผมพยายามจะหยั่งเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดที่เป็นต้นเหตุของการเลือกที่น่าหวั่นกลัวนี้
       "ก็คุณพ่อลองคิดดูวิถีชีวิตทุกวันนี้ซิครับ ทุกอย่างดูล้วนแต่จงใจฆ่าคนแบบผ่อนส่งให้ตายไปทีละน้อยๆอย่างโหดร้ายไม่มีเยื่อใย...ขีดขั้นในสังคมยังงี้ ระบบแรงงานที่มีแต่การเอารัดเอาเปรียบยังงี้ การกีดกันและการกอบโกยแบบใครมือยาวสาวได้สาวเอายังงี้ ตลอดจนความอยุติธรรมในระดับต่างๆ...ล้วนแต่คอยทำลายคน ลดระดับคนลงมาเป็นแค่เครื่องมือ หรือสัตว์ใช้งาน... คนเราลองหมดความเป็นคนหมดซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นคนแล้วก็ไม่ผิดอะไรกับตายไปแล้วทั้งเป็น! แล้วทำไม...ผมจะอยู่รอให้เขาฆ่าอีกเล่าครับ ในเมื่ออย่างไรๆเสีย เขาจะต้องฆ่าผมแบบผ่อนส่งอยู่ดี..." เสียงของเขาบ่งบอกความขมขื่นอย่างเห็นได้ชัด สลับกับเสียงเหรียญที่หยอดลงเครื่องโทรศัพท์
       " ตั้งแต่สมัยที่ผมเรียนหนังสืออยู่ ผมเคยวาดภาพ เคยนึกฝันว่าจะพบและจะเข้าไปอยู่ใน...สังคมอีกอย่างหนึ่ง แต่แล้ว...เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคม...เข้าไปมีบทบาท...เข้าไปทำงาน...ความใฝ่ฝันของผมก็ค่อยๆถูกทำลายไป...จนที่สุดผมต้องยอมรับว่า ผมเกิดผิดเวลาผิดสมัย...และยิ่งวันผมก็ต้องมาเป็นพยาน มาเห็นความเป็นคนและศักดิ์ศรีของคนถูกทำลายอย่างย่อยยับไปต่อหน้าต่อตาอย่างช่วยไม่ได้ จนที่สุดความเป็นคนและศักดิ์ศรีของคนก็อยู่ที่เงินทองที่เขามีเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ตลอดจนฐานะทางสังคมที่เขาตะเกียกตะกายเข้าไปอยู่..."
       เสียงในเครื่องโทรศัพท์เตือนว่ากำลังจะหมดเวลาดังมาตามสายและไม่ทันที่จะหมดเสียงเตือนก็มีเสียงหยอดเหรียญแทรกเข้ามา
       "แม้แต่สิ่งที่ดีที่สุด สวยงามที่สุด สูงส่งที่สุดในชีวิตมนุษย์เราก็ไม่วายต้องถูกเข่นฆ่าทำลายอย่างเลือดเย็นที่สุด..." เขารีบพูดต่อราวกับกลัวว่าผมจะพูดแทรก "...ก็ความรักไงครับพ่อ...ความรักเหลือเพียงแค่ราคะความสนุกอย่างไร้ความรับผิดชอบแล้วก็มองความรักไปทางแง่นี้กันหมด ...ความรักก็คือร่างกายของชายและหญิง ความรักคือเพศ ความรักคือความสนุก...จนกระทั่งหลายครั้งผมถามตัวเองว่า เขารักคนหรือรักร่างกายคนกันแน่...จริงๆแล้วเขารักคน หรือรักเงินทองเกียรติยศชื่อเสียงของคน?..."
       คำพูดขาดหายไป พร้อมเสียงถอนหายใจลึกๆคล้ายกับจะทิ้งช่วงให้ผมได้คิด

       "พ่อครับ...ผมทนไม่ได้อีกแล้ว...มันทำร้ายจิตใจผมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันค่อยๆกัดกินจิตใจผม...ฆ่าผม...ทีละน้อย...และผม...ผมไม่อยากจะรอให้มันฆ่าผมในที่สุด...ผมเลยตัดสินใจ!..."
       "ต้อม" ผมรีบพูดขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ฟังเขาระบายความในใจด้วยความตั้งใจมาตลอด ขณะที่หัวสมองเฝ้าคิดหาคำพูด
       "พ่อเข้าใจ...เข้าใจว่าคุณต้องรู้สึกอย่างไร เพราะพ่อเองก็รู้สึกเหมือนคุณแทบทุกอย่าง! ฟังคุณพูดแล้วดูคล้ายกับว่า คุณกำลังระบายความรู้สึกของพ่อออกมา อย่างไรอย่างนั้น และพ่อแน่ใจว่าไม่ใช่เป็นความรู้สึกนึกคิดของคุณ และของพ่อเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึก...ของทุกคนที่มีความสำนึกในชีวิต!"
       ในกรณีเช่นนี้ ต้องรีบหาจุดยืนที่เหมือนกัน ก่อนจะคิดเป็นอย่างอื่น สมองผมสั่งงาน
       "หมายความว่าคุณพ่อ..." เสียงเขาแทรกขึ้นมา น้ำเสียงบอกความแปลกใจ
       "หมายความว่า...พ่อคิดและรู้สึกเหมือนคุณ...พร้อมทั้งคน อีกจำนวนมาก...จะต่างก็ตรงที่...ปฏิกิริยาโต้ตอบ หรือจะพูดกันแบบชาวบ้านว่า ทางออก...นั่นแหละ"
       "ทางออก?.."
       "ใช่...ทางออกของพ่อ และคนอีกนับไม่ถ้วน...ต่างกับทางออกของคุณ...คือ เมื่อเห็นตำตาถึงสภาพที่คุณบรรยายมา สิ่งแรกที่พ่อและคนเหล่านั้นทำคือ ไม่ยอมร่วมมีส่วนด้วย..." ผมพูดอย่างชั่งคำพูด
       "ผมไม่เข้าใจ..." เสียงเขาค้านบอกความสับสน
       "คือเมื่อเห็นว่าสภาพในสังคมเฝ้าเข่นฆ่าคนและศักดิ์ศรีของคนอย่างผ่อนส่งวันแล้ววันเล่าเราไม่ร่วมฆ่าด้วย..."
       "แต่ผม..."
       "แต่ทางออกของคุณ...บางทีคุณไม่ได้คิด คุณกลับเข้าร่วมส่วนในฆาตกรรมอันน่าสยดสยองนี้..." ผมเน้นทีละคำ คล้ายจะตอกมันให้ลึกเข้าไปในจิตสำนึกของเขา
       "ผมนะรึ?"
       "ใช่...คุณนั่นแหล่ะ! และไม่เพียงจะฆ่าแบบผ่อนส่ง คุณกำลังจะฆ่าทีเดียวหมดทุกอย่าง ทั้งคนและทั้งศักดิ์ศรีของคน...ก็คุณคิดจะฆ่าตัวตาย...คุณคิดไหมว่า...คุณกำลังคิดจะฆ่าคนฆ่าคุณเองที่เป็นคนเป็นมนุษยชาติ... และคุณกำลังจะฆ่าและทำลายศักดิ์ศรีของคนอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย เพราะศักดิ์ศรีของคน...อยู่ในการกล้าเผชิญกับชีวิตไม่คิดจะหนีอย่างขี้ขลาดตาขาวไม่คิดจะท้อแท้หมดหวัง...แต่สู้...เพื่อชีวิต คุณเคยคิดบ้างไหมว่า ขณะที่จิตใจอันสูงของคุณกำลังประณาม...ไม่เห็นด้วยกับ...การฆ่าคนและศักดิ์ศรีของ คน...อย่างผ่อนส่ง...ในสังคม คุณกลับกำลังจะเพิ่มจำนวนฆาตกรรม และฆาตกรขึ้นอีก 1 ราย..." ผมพูดแทบจะไม่หยุดหายใจ น้ำเสียงส่อถึงอารมณ์ ช่วยสร้างความตระหนัก
        "อืม...อ้ายเรื่องนี้...ผมไม่เคยคิด..." เสียงเขาแผ่วมาตามสาย คล้ายกับจะพูดกับตนเอง
       "พ่อว่านะ..." ผมรีบพูดต่อ เห็นชัยชนะอยู่รำไร "พ่อว่า...ที่ถูกแล้ว เมื่อเห็นความชั่ว เราไม่น่าจะไปเพิ่มความชั่วให้มากขึ้น แต่...น่าจะช่วยกัน...หาทางลดความชั่วให้น้อยลงไป...จึงจะถูกต้อง"
       เขาเงียบไปนาน จนผมได้ยินเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาหน้าตู้โทรศัพท์ของเขาได้ถนัด สลับกับเสียงถอนหายใจเป็นครั้งคราว ใจผมเต้นแรง ขณะที่สมองร่ำคำภาวนา...ภาวนาที่ผมไม่เคยสวดด้วยความร้อนรนเช่นนี้มาก่อนในชีวิต...
       "อืม...เดชะบุญที่ผม...โทรมาลาพ่อ..." เสียงเขาชัดเจนแจ่มใส คล้ายกับจะพึ่งตื่นจาก...ฝันร้าย
       "ต้อม..." ผมพยายามระงับความตื่นเต้นระคนยินดีที่คับอก "แล้วทำไม...ทำไมเลือก...โทรมาหาพ่อล่ะ"
       "คือ...คนเราก่อนจะ...ตาย มักจะหวนความคิดย้อนกลับไปในอดีตทบทวนความทรงจำถึงเหตุการณ์ประทับใจบุคคลรักใคร่นับถือที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต...ภาพของคุณพ่อที่สอนเรียน...ที่วิ่งเล่นกีฬาด้วยกัน...ที่เล่นเอาเถิดกับพวกผมในห้องนอน ห้องเรียน เล่ห์เหลี่ยมพวกผมพราวจนคุณพ่อต้องปวดหัว...หมดความเพียร...ผมเลยอดไม่ได้ที่จะพูดกับคุณพ่ออีกสักครั้ง...ก่อนที่จะ..."
      "ต้อม..." ผมพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นขณะใช้นิ้วมือบีบจมูกไว้แน่นเพื่อห้ามน้ำตาที่จะเอ่อล้นออกมา      "ต้อม...พ่อขอร้องอย่างหนึ่งได้ไหม...อย่างเดียวเท่านั้น..."
     "อะไรครับพ่อ..."
      "สัญญากับพ่อว่า...เมื่อไรที่เธอคิดจะ...ทำอย่างนี้อีก...เธอ
จะโทรมาหาพ่อก่อน...สัญญาได้ไหมต้อม..."

       "ครับ...ผมสัญญา!" เขาตอบพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆก่อนจะวางสาย?

 

 



-TOP-