“แกนี่มันชอบนอกคอกนักเชียว ชอบแต่เปลี่ยน ชอบแต่ดัดแปลง” ประโยคนี้มีคนเขาว่าผมมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กแล้ว แม้แต่จะโตขึ้นเป็นหนุ่มก็ยังไม่วายถูกว่ากล่าว เพียงแต่เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนสรรพนามคำหน้าให้ใหม่ “คุณนี่ชอบนอกคอกนักเชียว...”
       “นี่เธอ ทำไมไม่ท่องอาขยานไทย” ครูประจำชั้นผมชี้หน้า แกว่งไม้บรรทัดไปมาหลังจากเอาการแล้วผมท่องไม่ได้ “เธอไม่รู้หรือว่าบทอาขยานเป็นบทกลอนมาตรฐาน...”
       “ครูครับ ทำไมไม่ลองเอาการบทกลอนที่ผมแต่งเองนี่ครับ ผมอุตส่าห์...”
       “แหม เธอนี่ชอบนอกคอกนักเชียว นี่แน่ะ” ผมหลับตาปี๋ เพี๊ยะ...
       ทำไมบทกลอนที่ผมแต่ง อย่างที่สุนทรภู่แต่งจึงมีค่าไม่เหมือนกัน ผมก็แต่งตามหลักตามเกณฑ์ทุกอย่าง... ผมคิดตามภาษาเด็กด้วยความน้อยใจ ถ้าครูของสุนทรภู่จับสุนทรภู่เอาแต่ท่องบทกลอนที่มีอยู่แล้ว สมัยสุนทรภู่เป็นเด็กไม่รู้ว่าเวลานี้ เราจะมีนักประพันธ์ที่มีชื่อท่านนี้หรือเปล่าครับ ผมชอบริเริ่ม แต่งเติมของผมเอง ไม่อยากเลียนแบบ ซ้ำรอยใคร นี่แหละครับเขาจึงตราหน้าผมว่า “เด็กนอกคอก”
       จนถึงเวลานี้ผมยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม แม้ว่าผมจะไม่มีนิสัยดื้อรั้น ถือทิฐิขนาดก่อความรำคาญให้คนอื่น ทว่าอดรู้สึกไม่พอใจและบ่นในใจไม่ได้เมื่อจำต้องเลียนแบบหรือทำตามอย่างคนอื่นๆ และไม่มีโอกาสจะใช้ความคิดริเริ่มของตนเอง
       “นี่แกไปวัดทำไมไม่ค่อยสวดอย่างคนอื่นเขานะ” แม่ผมติงเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งขณะที่เราเตรียมตัวจะไปวัดกัน
       ก็นิสัยเดิมอีกนั่นแหละ ผมรู้สึกเลือดฉีดพล่าน ผมอยากตะโกนบอกแม่ว่า “แม่ครับผมสวด...ผมสวดมากด้วย... ทุกครั้งที่อยู่ในวัด ผมสวดแม้ผมจะไม่ได้ท่องบทสวดจากหนังสือสวดหรือท่องตามคนอื่นแบบนกแก้ว ผมสวดด้วยถ้อยคำของผมเอง ผมพูดความรู้สึกในใจของผมออกมาอย่างอิสระ ผมพูดกับพระ...”
       ครับ ผมว่าการสวดที่ดี คือการที่เราสามารถพูดเปิดอกกับพระเจ้าทุกอย่างที่เรารู้สึกดีใจ...สุขใจ...ผิดหวัง...ยินดี... มีความสำเร็จ หลายครั้งผมสวดหยิบหนังสือสวดขึ้นมา แต่ว่า บทสวดแต่ละบทไม่สามารถระบายความรู้สึกในขณะนั้นได้ ผมเลยปิดหนังสือ หลับตา นั่งนิ่ง ปล่อยจิตใจผมล่องลอยไปหาพระ พูดกับพระสองต่อสอง...  ผมรู้สึกสบายใจ ดูดดื่ม... จนผมพอใจแล้ว ผมก็ลุกออกจากวัดด้วยจิตสดชื่น พร้อมจะออกไปทำทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ที่น้ำพระทัยพระทรงกำหนดให้ผมทำ...
       “แต่...แต่ชีวิตคริสตชนร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าล่ะ ถ้าต่างคนต่างสวดก็พอดีไม่มีชีวิตร่วมกัน มาวัดพร้อมกันทำไม” พ่อผมท้วงเมื่อได้ยินเหตุผลของผม พ่อเป็นคนมีเหตุมีผล พูดหรือทำ ก็พูดทำด้วยความเยื่อกเย็น ชั่งเหตุชั่งผล
       คุณพ่อผมพูดถูก ผมยอมรับ ผมเห็นด้วยกับการสวดสรรเสริญพระเจ้าพร้อมกัน เมื่อสวดพร้อมกันจำเป็นต้องมีคำภาวนาแต่งไว้แล้ว เพื่อทุกคนจะได้สวดตามพร้อมเพรียงกัน แต่ผมยังรู้สึกมีความต้องการระบายใจผมสองต่อสองกับพระ และเห็นว่าคำภาวนาที่เราสวดพร้อมกันยังไม่พอ หลายคนอาจจะคิดว่า ไปสวดในวัดก็คือ เอาหนังสือภาวนาออกมาท่อง หรือพูดซ้ำภาวนาบางบทแล้วก็พอแล้ว นี่แหละครับที่ผมรู้สึกอยากเป็นคนนอกคอก อยากจะแต่งคำภาวนาของผมเอง
       “คุณนี่ชอบนอกคอกนักเชียว” ...ครับ ผมยอมรับว่าในเรื่องนี้ผมเป็นคนนอกคอกจริงๆ •

 



-TOP-