“พ่อคะ
หนูยังคิดไม่ตก”

เจ้าของเสียงเป็นเด็กวัย 14
แววตาบอกความฉลาดหลักแหลม
ดูจะฉลาดเกินวัยในหลายอย่าง
“คิดอะไรไม่ตกรึ...ดา เป็นเด็กเป็นเล็กหัดคิดมาก
เดี๋ยวจะแก่ก่อนเวลาล่ะ”

ผมแกล้งกระเซ้าแหย่

ปิยะดา ชื่อเต็มของเขาล่ะ
ดาพบและรู้จักกับผมค่อนข้างจะโดยบังเอิญ
เมื่อคราวผมรับเชิญไปอบรมเด็กกลุ่มหนึ่ง
แรกทีเดียว ดูเหมือนดวงเราจะไม่สมพงษ์กันเอาเสียเลย
“นี่เธอ...”
เสียงดาเรียกเพื่อนอีกคน
น้ำเสียงส่อถึงความประสงค์
ต้องการให้ผมได้ยินด้วย
“ทำไมก็ไม่รู้... เออ....
ทำไมพวกคุณพ่อ
เขาต้องใส่แว่นเลนส์หนาเตอะ
เรานี่ออกรำคาญแทนเลย...”

พูดเสร็จก็ชายตามาทางผม
รอยยิ้มประชดเห็นได้ชัด
“...เวลานั่งฟังเทศน์นี่
รำคาญชะมัด มองตาก็ไม่เห็น...”

ดามักจะเลือกนั่งแถวหลัง ๆ
เก้าอี้ริมหน้าต่าง
สายตามักจะหันออกไปข้างนอกแสดงความไม่สนใจ
จนดูเกือบจะเป็นการเสียมารยาท

“รู้สึกว่า เออ เธอไม่ค่อยชอบคนใส่แว่น”
ผมทักดาเช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อเราเดินสวนทางกัน
บนระเบียงชั้นสอง
ตายิ้มตอบเขินๆ หลบสายตา
“ทำไมจึงไม่ชอบคนใส่แว่นละดา”
ดาตีสีหน้าฉงน นึกไม่ถึงว่าผมจะรู้จัก
แม้กระทั่งชื่อเล่นที่ผมแอบถามเพื่อนของดา
ตั้งแต่เมื่อวานเย็น
“คุณพ่อรู้จักชื่อดา ด้วยหรือคะ”
เสียงดาออกจะสั่นเล็กน้อย
ผิดกับเสียงเมื่อวาน
เมื่ออยู่กับเพื่อน
“แน่นอน”
ผมตอบ เริ่มมองเห็นชัยชนะ
“คุณพ่อ...รู้จักชื่อเพื่อนดาทุกคนด้วยรึคะ”
ตาดาจ้องเป๋ง
รอคำตอบด้วยความกระหาย
ต้องการจะรู้ว่า
ความสนใจของผม
ตกอยู่กับเธอคนเดียวหรือเปล่า
“ยังไม่ทุกคน...”
ผมตอบทิ้งให้ดาคิด
“... เออ ดีใจด้วยที่รู้จักดา”
ผมตัดบท
ขณะที่ใบหน้าของดาฉายแสง
แสดงความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด
การเทศน์ครั้งต่อไป
ดาเลือกนั่งแถวหน้า
เก้าอี้ตรงหน้าผม
สายตาจับอยู่ที่ผม
ติดตามการเทศน์จากคำแรกจนคำสุดท้าย

“คุณพ่อคะ หนูยังคิดไม่ตก...”
ดาดักรอผมหน้าห้องพระ
ในเช้าวันสุดท้ายของการอบรม
“คือ ดายังคิดไม่ตกว่า
ทำไม... เออ... ทำไมคนอย่างคุณพ่อ
จึงเลือกใช้ชีวิตอย่างนี้”

“ใช้ชีวิตอย่างไหนดา”

ผมถามสุ้มเสียงจริงจัง
เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของดา
“...คือ....เอ จะพูดยังไงน้อ...
คือ ทำไมคุณพ่อจึงเลือกบวช
เลือกเป็นโสดอยู่คนเดียว ทั้ง ๆ ที่หน้าตาของคุณพ่อ
มีสิทธิ์จะมีแฟนสวย ๆ มีครอบครัว... มีลูก...มี...”

“ฮา...”
ผมกลั้นหัวเราะไม่อยู่
นึกเอ็นดูความซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาของดา
“แล้วดาคิดว่า เมื่อได้ทุกอย่างเหล่านี้แล้ว
ชีวิตของพ่อจะสมบูรณ์ สมหวัง สำเร็จ
ลุถึงจุดหมายหรือ...”

ผมเป็นฝ่ายถามบ้าง
“ก็...คนอื่นๆ เขาทำกันยังงี้ทั้งนั้นนี่คะ...”
ดาตอบอย่างไม่แน่ใจ
“แล้วดาคิดว่า
ทุกคนที่ทำอย่างนี้
สมหวังและสำเร็จในชีวิตรึ...”

“อือ...แต่ว่า...”
“เอาล่ะ...ลองมาคิดกันดู ถ้าชีวิตของดา
ชีวิตเดียวเท่านั้นนะ
อุทิศเพื่อความสุขสมหวัง และลุจุดหมาย
เฉพาะตัวดาเองกับอีกสี่ห้าคน
ซึ่งเกี่ยวพันกับดาในครอบครัว
กับชีวิตที่อุทิศเพื่อความสุขสมหวังและลุจุดหมาย
ร่วมกับคนอีกนับหมื่นนับพัน ดาจะเลือกเอาอย่างไหน
เพื่อชีวิตของดาจะมีค่ามากที่สุด ...ชีวิตเดียวเท่านั้นนะ”

“ดาคิดว่า... ชีวิตอุทิศเพื่อคน ยิ่งมาก ยิ่งมีค่า...”
ดาตอบ พร้อมกับผงกหัวช้าๆ
“เวลานี้ ดาคิดตกแล้วหรือยังล่ะ”
ผมพูดทิ้งท้าย ก่อนจะลงมาข้างล่าง
ปล่อยดาให้ยืนคิดต่อไป
บ่ายวันนั้น ผมร่ำลาทุกคนด้วยความรีบเร่ง
งานกำลังรออยู่กองพะเนิน
ดารอเพื่อร่ำลาผมเป็นคนสุดท้าย
“พ่อคะ ดาคิดตกแล้วค่ะ...”
ดวงตาของดาเป็นประกาย
แฝงไว้ซึ่งความตั้งใจอะไรบางอย่าง
ที่ผมเองเดาไม่ออก เส้นทางของการงาน
ทำให้ผมไม่ได้พบดาอีกเลย
จนกระทั่ง ต้นปีการศึกษาใหม่
ผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง
“กราบคุณพ่อที่เคารพรัก
คุณพ่อคงจำดาได้นะคะ
เด็กเจ้าปัญหาคนนั้นไงคะ
คงจะมีปัญหามาถามอีกแล้ว
คุณพ่อคงจะรีบคิด
ยังค่ะ ยังไม่มี
ดาเขียนมาเพื่อบอกคุณพ่อว่า
ดาคิดตกแล้วค่ะ
สำหรับชีวิตของดาเอง
และขณะนี้ดากำลังฝึกฝน
เตรียมตัว
เพื่อจะได้อุทิศชีวิต
ชีวิตเดียวของดา
ไม่ใช่เพื่อสามสี่คน
แต่เพื่อคนนับหมื่นนับพัน
คุณพ่อช่วยให้กำลังใจ
และสวดให้ดาด้วย...”

ครับ ผมจะสวด
จะให้กำลังใจดาไปตลอดชีวิต
เพราะดาได้เลือก
จะใช้ชีวิตของดา
ชีวิตเดียวเท่านั้น
ให้มีค่าที่สุด •

 



-TOP-