“เราจะรู้สึกถึงความลึกซึ้งของความรัก เฉพาะเมื่อเราจำต้องพรากจากกัน” (ยีนราน)

 

       ในชีวิตของผมมีการต้องพรากจากกันหลายครั้ง ตั้งแต่เล็กผมจำต้องจากพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงเพื่อไปเป็นนักเรียนประจำ คืนวันก่อนออกเดินทาง ผมนอนไม่หลับ ตื่นเต้น นอนเบิกตาวาดภาพถึงชีวิตในโรงเรียนใหม่ที่ผมจะไปอยู่ ถึงเพื่อนฝูงที่ผมจะได้คบหา แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมรู้สึกดีใจที่ต่อนี้ไปจะไม่มีใครจู้จี้ ดุด่า เฆี่ยนตี...
       “นี่ เมื่อไรจะเข้าบ้านทำการบ้านเสียที...แหม เด็กคนนี้...มันจะเอาดีแต่เล่นหรือยังไง...” เสียงแม่ผมเรียกจากหน้าบ้าน ก้านมะยมสดเตรียมพร้อมอยู่ในมือ
       “ป้า ดูลูกชายป้าซิ แกมาเล่นในสวน เหยียบย่ำแปลงผักของฉันเสียหายหมด นี่เพราะเห็นแก่ป้านะ ไม่งั้นชั้นตีหลังลายไปแล้ว” ยายเพิ่มคนหลังบ้านพูดพลางฉุดแขนผมพลาง
“พ่อขา...พี่เอาตุ๊กตาหนูไปเป็นเป้าหนังสติ๊ก...ฮือ...หน้าเละหมดเลย” น้องสาวผมฟ้องพ่อ พูดไปสะอื้นไป
       คืนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้น ต่อไปนี้ไม่มีใครจะมาฟ้องใคร ไม่มีใครจะมาชี้หน้าผมอีกต่อไปแล้ว เพราะผมกำลังจะจากไป เจ้าไม้เรียวหวายเหน็บอยู่ข้างตู้คงจะถูกฝุ่น และใยแมงมุมเกาะไปอีกนานเท่านาน ตราบใดที่ผมจะเรียนอยู่ต่างจังหวัด พอกันทีชีวิตในบ้าน แต่ละวันมีแต่คนคอยตีคอยว่า ไม่มีใครเห็นใจ ทำอะไรก็ไม่วายถูกฟ้องถูกตี...ผมคิดตามประสาเด็กของผม... ต่อไปนี้ผมจะเป็นตัวของตัวสักที
       รุ่งเช้า ผมรีบแต่งตัว ยกกระเป๋าลงมายืนรอแทบจะไม่อยากทานข้าวเช้า ทว่า ความยินดีเริงโลดเมื่อคืนนี้ไม่รู้ว่าเหือดหายไปไหนหมด ผมฝืนยิ้มให้คุณพ่อคุณแม่ ขณะสวมกอดอำลาท่านทั้งสอง ผมกัดฟันพยายามข่มน้ำตาไว้เมื่อหันกลับมามองอีกครั้งหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่กำลังยืนโบกมือ แม้จะไกลออกไปเรื่อยๆ แต่ผมยังมองเห็นหยาดน้ำใสในเบ้าตาของคุณพ่อคุณแม่
       “ปิดเทอมกลางพี่จะไปรับ...” พี่ชายผมพูดให้กำลังใจเมื่อเห็นผมรีบควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาที่ไหลพรูออกมาอย่างช่วยไม่ได้
       คืนแรกที่โรงเรียน ผมนอนเปิดตากว้าง นอนไม่หลับ ภาพของคุณพ่อคุณแม่พี่น้อง และเพื่อนร่วมตรอกเคลื่อนลอยผ่านความคิด และมโนภาพของผมไปทีละคน แม้ว่าตาทั้งสองของผมจะเปียกชุ่ม ทว่าผมเห็นใบหน้าแต่ละคนชัดเจน
       คืนนั้นเป็นคืนแรกที่ผมนอนห่างไกลจากบ้าน และคืนนั้นเองที่เป็นครั้งแรกที่ผมซึ้งถึงความรักที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อผม เมื่ออยู่ที่บ้านผมเห็นเพียงแต่การจู้จี้ของพ่อแม่ เห็นเพียงแต่ว่าท่านดุดัน คอยแต่ลงโทษ คอยแต่ห้ามปราม แต่...แต่เวลานี้สิ ผมเห็นซึ้งในความรัก ความเอาใจใส่และความหวังดีของคุณพ่อคุณแม่พี่น้องและเพื่อนๆ
       นั่นเป็นครั้งแรกแห่งประสบการณ์ของการพรากจากกันของผม ต่อมาผมมีอันต้องพรากจากกับบุคลลที่ผมรักใครสนิทสนม อีกหลายครั้งตามฐานะแห่งชีวิตจะเรียกร้อง แต่ละครั้งดวงใจของผมดูคล้ายกับจะถูกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ และแต่ละครั้งผมรู้สึกซาบซึ้งในความรัก และไมตรีจิตของบุคคลที่ผมเคยอยู่ด้วยในฐานะเพื่อนร่วมสถาบัน
       เมื่อเราอยู่ด้วยกัน เห็นหน้ากันเช้าเย็น ความดี ความเอาใจใส่และมิตรภาพของเพื่นอฝูงดูจะไม่เด่นนัก เป็นต้นถ้าเป็นคนที่มีนิสัยไม่ตรงกันด้วยแล้ว ดูจะเหินห่างทั้งๆ ที่เราเดินชนบ่าชนไหล่กันเช้าค่ำ ความดีที่เขามีก็ถูกปิด หรือมัวหมองไป เพราะบังเอิญเขามีนิสัยไม่ตรงกับนิสัยของเรา แต่พอจำต้องพรากจากกัน เวลานั้นแหละความรัก และความดีของเพื่อนจะเด่นขึ้นมา “แหม ทำไมเวลาอยู่ด้วยกัน ผมจึงมองข้ามข้อดีอันนี้ของเพื่อน...เขาดีจริง...เขารักผมจริง...”
       เมื่ออยู่เชิงเขา เราเห็นเพียงระยะใกล้ๆ แต่ถ้าเราไต่ขึ้นสูง ก็เห็นทิวทัศน์รอบด้าน ยิ่งทียิ่งไกลออกไปเป็นอัตราส่วนกับความสูง ครับเวลาเราคลุกคลีกัน  เดินชนบ่าชนไหล่กันเช้าค่ำ เรามองข้ามหรือมองไม่เห็นความดี หลายอย่างของบุคคลที่อยู่ร่วมชายคา ร่วมโรงเรียน ร่วมสำนักงาน ร่วมสถาบัน แต่พอจากที่นั่นไป เมื่อนั้นเราจะเห็นหลายอย่างซึ่งเรามองไม่เห็นมาก่อน
       ใช่ครับ เราจะรู้ถึงความลึกซึ้งของความรักเฉพาะเมื่อเราจำต้องพรากจากกัน...แต่ผมอยากคิดดังๆ ว่า ทำไมเวลาอยู่ด้วยกัน เราจึงไม่พยายามรู้ซึ้งถึงความรัก และความดีของบุคคลที่อยู่ร่วมกับเรา
       เพราะถ้าเรามัวรอจะให้ซาบซึ้งตอนต้องจากกัน...ก็จะต้องเสียใจ...เพราะสายไปแล้วครับ •

 

 



-TOP-