“นี่โจ...แกเตรียมสอบหรือยัง”
          แม่ผมเรียกจากครัว เมื่อได้ยินเสียงผมลงบันได
           “เอาแต่เล่น...นั่นกำลังเตรียมจะไปไหนอีกล่ะ”
          แม่ออกมายืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูครัว อีกมือถือไม้ขัดฝาหม้อข้าว
          “ไปบ้านหนุ่ยฮะ...”
          ผมตอบโดยไม่ได้หันมามองแม่
          “ไปทำไมอีกล่ะ...วันนี้คุยกันทั้งวันที่โรงเรียนยังไม่พออีกรึ บ้านเรามันร้อนมากหรือไง กลับจากโรงเรียนทิ้งหนังสือได้เป็นต้องออก... รีบอาบน้ำอาบท่าแล้วเอาหนังสือมาท่อง...พรุ่งนี้จะสอบแล้วยัง...”
          ผมถอยหลังขึ้นบันได เหลือบไปมองไม้ขัดฝาหม้อข้าว ที่แกว่งกวัดไปมาในมือของแม่
          ครับไม้ขัดฝาหม้อข้าวนั้นแม่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อยๆ เป็นอัตราส่วนกับความซนของผม
          “เอ...ทำไมต้องมีสอบด้วยหนอ...”
          ผมคิดขณะกางหนังสือเลขคณิตประถมหนึ่ง
          “ชีวิตนักเรียนจะสนุกมากไปกว่านี้ถ้าไม่มีการสอบ ทำไมก่อนจะไล่นักเรียนจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง เขาต้องทรมานนักเรียนมากมายอย่างนี้... เฮ้อ...เมื่อไรหนอจะได้ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องสอบอย่างคนใหญ่เขาบ้าง...”
          ผมคิดไปตามประสาเด็กเรื่อยเปื่อย
          เช้าวันนั้น อากาศแจ่มใส
          ธรรมชาติรอบด้านชวนให้สุขสันต์
          น่าจะเป็นวันที่เราสามารถสนุกกันอย่างเต็มฟัดเต็มเหวี่ยง ทว่าก้าวแรกที่ย่างเข้าประตูโรงเรียนจิตใจผมรู้สึกหดหุ่
          สนามของโรงเรียนซึ่งแต่ก่อนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีเด็กวิ่งไล่เตะฟุตบอลที่โน่น วิ่งไล่จับกันที่นี่ แต่วันนี้ว่างเปล่า
          เด็กๆ ยืนจับกลุ่มมือถือหนังสือพูดคุยกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ความห่วงกังวลปรากฎบนใบหน้าของทุกคนอย่างเห็นได้ชัด           บ้างก็ถือหนังสือหามุมสงบ ใต้ถุนโรงเรียนบ้าง ไต้ต้นไม้บ้าง ตาจ้องจดอยู่กับหนังสือ           มือพลิกหน้าหนังสือไปมาทบทวนความทรงจำเป็นครั้งสุดท้าย
          “นักเรียน...กระเป๋าหนังสือไว้นอกห้อง บนโต๊ะให้มีแต่กระดาษสอบ ดินสอ ยางลบ และไม้บรรทัดเท่านั้น...”
          คุณครูประจำชั้นที่เราเทิดทูนหนักหนาด้วยความภูมิใจว่า เป็นครูที่ใจดีที่สุดในโรงเรียนนั้น วันนี้ครูเปลี่ยนไป
          สีหน้าเอาจริงเอาจัง สายตาแฝงไว้ซึ่งความดุและเด็ดขาด นี่แหละโทษของการสอบล่ะที่ทำให้ใครต่อใครเปลี่ยนไปหมด           ตั้งแต่เด็กไปจนถึงครู
          ครูเริ่มเขียนข้อสอบเลขคณิตบนกระดานดำ
          “นั่งนิ่งๆ เอามือวางบนโต๊ะ เมื่อครูสั่งจึงค่อยลงมือทำนะคะ...”
          ครูหันมาพูดตาก็กวาดไปรอบห้อง
          ผมอ่านโจทย์ทีละคำ ตามหลังชอล์กในมือครูที่แกว่งกวัดไปมาบนกระดานดำ เหงื่อเริ่มซึมออกมาเต็มสันหลัง
          ผมยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่มาออกันอยู่บนหลังคิ้ว ทั้งๆ ที่ลมพัดโกรกจนต้องหาหินมาทับกระดาษสอบไว้ก็เถอะ ผมเหงื่อแตกพลัก เหงื่อเย็นเสียด้วย โจทย์แต่ละข้อนั้นผมไม่รู้เรื่องเลย
          “ลงมือทำได้ ไม่ต้องรีบร้อนนะคะ...”
          ครูพูดพลางเดินพลางไปตามโต๊ะนักเรียน
          ผมป้ายฝ่ามืออันเปียกชุ่มกับกางเกง หยิบดินสอด้วยมืออันสั่นเทา หัวใจเต้นแรง
          ครึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว ผมยังเขียนเลขหนึ่งหน้าข้อซ้ำไปซ้ำมา จนกระดาษแทบทะลุอยู่แล้ว สมองผมตื้อ           ความรู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด เพื่อนเขาเริ่มเขียนหัวกระดาษแผ่นที่สองกันแล้ว
          “โจ เมื่อไรจะตัดสินใจทำสักทีล่ะ... เดี๋ยวไม่ทันนะ”
          ครูเตือนมาจากหลังห้อง
          ผมตัดสินใจแล้ว ผมรีบลอกโจทย์ทั้งห้าข้อลงในกระดาษแผ่นหนึ่ง เสร็จแล้วก็ม้วนกับกระดาษสอบอีกแผ่นหนึ่ง คว้าดินสอได้           ผมลุกขึ้นวิ่งออกจากห้องสอบ
          “นั่นโจจะไปไหน...กลับมาเดี๋ยวนี้นะ”
          เสียงครูตะโกนไล่หลัง แต่ผมไม่ได้ยินเสียแล้ว
          ผมวิ่ง วิ่งไม่ได้หยุด วิ่งตรงไปบ้าน น้ำตาแห่งความผิดหวังและน้อยใจไหลพรู
          “เอ๊ะ โจ...ทำไม ทำไมร้องไห้ล่ะ...ไม่สอบรึ”
          พี่สาวคนโตของผมยิงคำถามใส่เมื่อเห็นผมพรวดพราดขึ้นบันได
          “ช่วยทำเลขให้หน่อย”
          ผมพูดไปสะอึกสะอื้นไป
          “เร็วเข้า เดี๋ยวส่งครูไม่ทัน...”
          ยื่นกระดาษ ดินสอให้เสร็จ ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ปล่อยโฮ...ออกมาอย่างสุดกลั้น ปล่อยความรู้สึกสับสนต่างๆ ที่เต็มตื้นอยู่ในขณะนั้นออกมาพร้อมกับน้ำตา
          ผมจำไม่ได้ว่า หลังจากนั้นเป็นอย่างไร
          แต่ที่ผมจำได้แม่นยำคือ ผมเรียนซ้ำชั้นอีกปีหนึ่ง
          และในวันที่ไปฟังผลสอบกลับมา แม่ผมต้องเปลี่ยนไม้ขัดหม้อใหม่อีกอันหนึ่ง

          เห็นเด็กนักเรียนเขาเตรียมสอบประจำเทอมกัน อดคิดถึงสมัยเป็นเด็กไม่ได้
          อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าชั่วชีวิตของคนเรานี้ มีอันต้องสอบไม่ได้ขาด
          สอบไล่ขึ้นชั้น
          สอบเข้า
          สอบบรรจุ
          สอบเลื่อนขั้น
          และที่สุด ก็มาถึงการสอบใหญ่
          สอบที่เราแต่ละคนจะต้องหยิบยกเอาความดี
          ความชั่วมาแยกแยะแจกแจง
          ครับ เป็นการสอบแห่งชีวิต
          สอบเข้าสู่ความทุกข์หรือความสุขตลอดไป
          ในชีวิตนี้ เราสอบหลายครั้ง ถ้าสอบตกก็สอบซ่อมใหม่ได้
          แต่การสอบใหญ่นี่สิ มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
          หมั่นเตรียมสอบใหญ่กันไว้เถอะครับ •

 



-TOP-