หน้าหลัก  อ่านบทความทั้งหมด

 

2. คุณค่าเชิงลึกที่แสดงในการกระทำทางสังคม

       คงไม่ง่ายนักที่เปลี่ยนคุณค่าเข้าไปในการกระทำและกิจการที่เป็นรูปธรรมเชิงสังคม แต่คุณพ่อบอสโกประสบความสำเร็จในการทำเช่นนั้น  ท่านไม่เป็นเพียงทะเยอทะยานสูง แต่เมื่อต้องปกป้องคุณค่าลึกซึ้ง (ของคริสตชน พระสงฆ์ การศึกษาด้านศาสนาและงานธรรมทูต ฯลฯ) ท่านให้การสนับสนุนคุณค่าเหล่านั้นและสามารถแสดงออกมาในกิจกรรมด้านสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ในรูปแบบเชิงปฏิบัติโดยไม่มองข้ามการคำนึงถึงแง่ชีวิตจิต แง่ศาสนาและแง่พิธีกรรมที่คนคิดว่าไม่เกี่ยวกับปัญหาโลกและปัญหาชีวิต ท่านมีความหนักแน่นในกระแสเรียกในฐานะสงฆ์และผู้อบรม ในเวลาเดียวกันก็พัฒนา

- รูปแบบชีวิตประจำวันที่มีขอบฟ้าและแทรกซึมเข้าในมิติแห่งคุณค่าและอุดมการณ์
   กล่าวคือ   อัตลักษณ์ที่ชัดเจนและหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ
                               

- รูปแบบชีวิตประจำวันที่ไม่ปิดตนเองหรือกลัวที่จะเผชิญหน้า   
  แต่พร้อมเผชิญหน้ากับความจริงในรูปแบบหลากหลายด้วยความจริงใจ

- รูปแบบชีวิตที่ไม่อยู่ในความพึงพอใจกับความต้องการบางอย่างและยึดติดกับท่าทีเดิมๆ
  แต่เปิดออกเพื่อรับปัญหาทุกอย่าง เพื่อเสียสละหากต้องเสี่ยง หากต้องสละบางอย่าง
  
หากต้องดิ้นรนอย่างต่อเนื่อง

 

       ให้เราอ่านสิ่งที่ท่านเขียนแค่บางอย่างเพื่อความเข้าใจ  อย่างแรกค่อนข้างจะเก่า นั่นคือจดหมายที่ท่านเขียน เขียนในปี 1853 ถึงคุณพ่อ Vittorio Alsanonatti วัย 41 ปี และเป็นพระสงฆ์ในถิ่นเกิดของท่าน

“เพื่อนรัก ถ้าเธอต้องการติดตามเสียงของพระเจ้า ก็จงปิดเสียงของธรรมชาติและของความรักใคร่ พระเจ้าทรงรอเธออยู่ที่นี่ พ่อไม่สามารถสัญญาอะไรกับเธอได้ ยกเว้นงาน แต่พ่อรับรองว่าเธอจะได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ในสวรรค์ ดังนั้น จงกล้าหาญไว้ จงทำตามแบบอย่างของสาวกและมาในที่ที่พระเจ้ากำลังเรียกเธอ... พ่อไม่มีอำนาจจะบอกเธอว่า ‘จงตามพ่อมา’ แต่พ่อมีสิทธิ์จะบอกเธอว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เธอมาและรับใช้พระองค์ที่ตุรินเพื่อความดีของเด็กเป็นร้อยๆซึ่งกำลังรอใครบางคนที่จะบิขนมปังที่กินแต่ละวันและปังแห่งจิตวิญญาณ”

       นี่คือการสังเคราะห์ของความเป็นซาเลเซียนในฐานะที่เป็นผู้จัดหาอาหารทั้งสำหรับร่างและวิญญาณให้แก่เยาวชน

       ส่วนเรื่องที่สองเป็นสิ่งที่พระคาร์ดินัล Lucido Maria Parocchi เคยตั้งคำถามในปี 1884

“คณะซาเลเซียนมีลักษณะจำเพาะอะไรบ้าง? เราอยากจะพูดคุยกับพวกท่านเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้คณะของพวกท่านแตกต่างจากคณะอื่น รูปแบบของคณะฟรังซิสกันคือความยากจน ของคณะโดมินิกันคือการปกป้องความเชื่อ ของคณะเยซูอิตคือความรู้ แล้วของพวกท่านละ? มีบางอย่างที่เหมือนคณะฟรังซิสกัน คณะโดมินิกันและคณะเยซูอิต แต่แตกต่างในเป้าหมายและวิธีการเพื่อบรรลุถึง... ดังนั้น อะไรคือลักษณะเฉพาะของคณะซาเลเซียน? มีลักษณะและมีรูปแบบอะไรบ้าง? ถ้าเราเข้าใจถูกต้อง ถ้าเราจับประเด็นถูกต้อง ลักษณะเฉพาะของคณะซาเลเซียน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก คือความรักที่ปฏิบัติตามความต้องการของศตวรรษ นั่นคือ พระเจ้าทรงเป็นความรัก มีแต่กิจการแห่งความรักเท่านั้นที่จะดึงดูดคนยุคนี้ไปสู่สิ่งที่ดีงาม ปัจจุบันนี้ โลกไม่รับรู้และไม่ต้องการอะไรยกเว้นวัตถุสิ่งของ  โลกไม่รู้อะไรลึกซึ้งเกี่ยวกับตนเองหรือเกี่ยวกับจิตใจ โลกมองข้ามความงดงามแห่งความเชื่อ ไม่รู้เกี่ยวกับองค์ประกอบยิ่งใหญ่ของศาสนา ไม่สนใจกับความหวังแห่งอนาคต ปฏิเสธพระเจ้า  ในแง่ของความรัก โลกรู้แค่วิธีการของความรัก แต่ไม่รู้จุดเริ่มต้นและจุดจบแห่งความรัก  โลกวิเคราะห์ฤทธิ์กุศลแห่งความรักแต่ก็ไม่สามารถสังเคราะห์มันได้  “Animalis homo percipit quae sunt Spiritus Dei” ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้    การจะโน้มน้าวคนทุกวันนี้ว่า “ต้องช่วยวิญญาณให้รอด เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสอนผู้ที่ไม่รู้เรื่องหลักศาสนา การให้ทานเพื่อเห็นแก่ความรักต่อพระเจ้าจะได้รับรางวัลยิ่งใหญ่สักวันหนึ่ง” นี่คือสิ่งที่คนทุกวันนี้ไม่เข้าใจ  เราต้องปรับตัวเราให้เข้ากับพวกเขา และพวกเขาก็เปลี่ยนไปเรื่อย  พระเจ้าทรงเผยพระองค์แก่คนต่างชาติผ่านทางกฎธรรมชาติ แก่ชาวยิวทางพระคัมภีร์ แก่ชาวกรีกทางธรรมประเพณีของปิตาจารย์ แก่คริสเตียนทางพระวรสาร แก่ยุคปัจจุบันทางความรัก จงบอกคนทุกวันนี้ว่า ฉันเอาเยาวชนออกจากถนนเพื่อพวกเขาจะได้ไม่รับอุบัติเหตุในท้องถนนหรือตกอยู่ในความต่ำช้า ฉันนำพวกเขาไปอยู่หอพักเพื่อพวกเขาจะไม่สูญเสียความสดใสแห่งวัยเพราะกิเลศตัณหาและพฤติกรรมผิดศีลธรรม ฉันรวมพวกเขาไว้ในโรงเรียนและอบรมพวกเขาเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของสังคมและลงเอยในคุก ฉันตามเรียกพวกเขาและดูแลพวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน  เมื่อนั้น คนยุคใหม่จะเริ่มเข้าใจและมาสู่ความเชื่อ” (BS 8 [1884] n.6, pp. 89-90)

       พระคาร์ดินัล Ottaviano Alimonda แห่งกรุงตุริน ก็มีความคิดเห็นเดียวกัน เมื่อพูดถึงคุณพ่อบอสโกในวันที่ 1 มีนาคม 1888 ท่านบอกว่าถ้าพระวรสารทำให้โลกนี้มีความเป็นพระเจ้าและกฎธรรมชาติมีความรักพระเจ้าแฝงอยู่ คุณพ่อบอสโกได้ทำให้ความรักแบบพระเจ้า ทำให้ศตวรรษที่ 19 มีความเป็นพระเจ้า ความรักที่มุ่งไปยังเพื่อนมนุษย์และเชื่อว่าความดีอยู่เหนือความชั่วร้ายของมนุษย์

       หนังสือพิมพ์อิสระหลายฉบับรับรู้ประเด็นเดียวกันนี้ตอนที่คุณพ่อบอสโกสิ้นชีวิต แค่อ้างถึงหนังสือพิมพ์ “Corriere della sera” ของเมืองมิลานที่มีข้อเขียนว่า “แม้เราจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคุณพ่อบอสโกในเรื่องการเมือง แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมงานที่ท่านได้ทำ  เราไม่ค่อยพบเห็นคนเช่นนี้ในพื้นที่อิสระ คนที่มีความสามารถในการบริหารได้อย่างคุณพ่อบอสโก ผู้ได้รับการค้ำจุนจากอำนาจและความอุตสาหะที่ทำให้ท่านทำงานกิจการใหญ่โตน่าพิศวงเช่นนี้” *

       ไม่ได้ใช้การบินสูงเท่านั้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้องต่อสู้กับพวกค่าเชิงลึก (คริสตชน,พระ,ผู้ศึกษาศาสนา  และพวกได้รับกระแสเรียกเป็นธรรมทูต) ท่านไม่เคยทำสำเร็จ  ท่านไม่สมหวังในการสนับสนุนคุณค่าเช่นนั้น  แต่ท่านสามารถแสดงให้พวกเขาเห็นด้วยการทำงานในสังคม ในการปฏิบัติที่ไม่ผิดไปจากจิตตารมณ์ จากความเป็นสงฆ์  หรือพิธีกรรม  ด้วยวิธีนี้จิตตารมณ์กลายเป็นสิ่งปฏิบัติในชีวิต  ความมั่นคงในกระแสเรียกของท่านในฐานะพระสงฆ์และอาจารย์ท่านปลูกฝังสิ่งเหล่านี้:-

       ผมจะขอยกข้อความสัก 2 ข้อความในบรรดาเรื่องมากมายที่เกี่ยวข้องกับคุณพ่อบอสโก เรื่องแรกเป็นเรื่องซึ่งเก่าแก่มาก เป็นจดหมายของคุณพ่อบอสโกที่เขียนเมื่อปี 1853 เขียนถึง Fr.Vittorio Alasonatti  ซี่งเป็นพระสงฆ์อายุ 41 ปี และอยู่เขตเดียวกับท่าน (Avigliana อยู่ใกล้กับตุริน) 

- ชีวิตประจำวันที่ปราศจากขอบเขตที่รวบรวมมิติของคุณค่าและความคิด  คือ เอกลักษณ์
  เฉพาะซึ่งกลายเป็นสิ่งที่แข็งแรงและมั่นคงกว่า

- ชีวิตประจำวันที่ไม่ได้ปิดอยู่แต่ข้างในและกลัวที่จะเผชิญหน้า แต่เต็มใจที่เผชิญหน้าสู่
  ความจริงที่หลากหลายในมุมกว้าง

- ชีวิตประจำวันที่ไม่จำกัดความพอใจในสิ่งที่ต้องการเล็กๆน้อยๆ  แต่เปิดสู่การ
  ยอมรับความตึงเครียดต่างๆ  การเสียสละเท่าที่จะทำได้,เลี่ยง,ยกเลิกการแก้ตัว,
  ไม่ลดละการดิ้นรน

 

       “เพื่อนรักถ้าคุณจะทำตามเสียงของพระเจ้า จงหันหลังให้เสียงปัจจุบันเสีย  ที่นี่พระเจ้ากำลังคอยคุณผมไม่สามารถให้สัญญาอะไรกับคุณได้นอกจากการทำงาน  แต่ผมประกันได้ว่า  คุณจะได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในสวรรค์  จงกล้าหาญทำตามอย่างพระอัครสาวก   และมาในที่  ที่พระคริสตเจ้าทรงเรียกคุณ ผมไม่มีอำนาจที่จะบอกคุณว่า  “จงตามผมมา”  แต่ผมมีสิทธิที่จะบอกคุณว่า  พระเจ้าต้องการให้คุณมารับใช้พระองค์ที่ตุริน  เพื่อช่วยเด็กๆหลายร้อยคนที่นี่  เด็กที่กำลังรอคอยใครสักคนมาช่วยให้ปังในชีวิตประจำวันและปังสำหรับวิญญาณของพวกเขา”

       มันช่างเป็นประติมากรรมที่วิเศษของพวกซาเลเซียน ซึ่งเสมือนเป็นผู้จัดเตรียมปังสำหรับร่างกายและวิญญาณให้กับเด็กๆ

       ส่วนเรื่องที่สอง,หลังจากนั้น 31 ปี ในปี 1884 Cardinal Vicar of Roam,Lucido Maria Parocchi, ได้ตั้งคำถามไว้ว่า

       “อะไรคือลักษณะเฉพาะของสังคมซาเลเซียน? ผมอยากจะพูดว่าอะไรคือลักษณะเด่นที่ คณะของพวกคุณที่แตกต่างจากคนอื่นๆ อะไรเป็นสิ่งที่พวกคุณยึดเป็นหลักปฏิบัติของพวกคุณ,ยกตัวอย่างพวกฟรังซิสกัน (Franciscans) ที่มีลักษณะเด่นคือถือความยากจน,พวกโดมินิกัน (Dominicans)ที่ปกป้องความเชื่อ,พวกเยซูอิด (Jesuits) ที่มีวัฒนธรรมเฉพาะของพวกเขา  ซึ่งมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวพันถึงกันอะไรที่คือความพิเศษของ คณะนักบวชซาเลเซียน? อะไรคือกำลังใจ? อะไรคือภาพลักษณ์?  ถ้าผมเข้าใจถูกและเข้าใจขั้นตอนของลักษณะเฉพาะในแก่นแท้ของหลักปฏิบัติได้ถูกต้อง  นั่นคือการทำงานด้านความรักเมตตาซึ่งเป็นแนวทางที่ปฏิบัติมาเป็นร้อยปี : Nos credidimus Charitati. Deus caritas est.  การทำงานด้านความรักเมตตาซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนถูกชักนำไปสู่การทำดีในศตวรรษนี้  ในปัจจุบันสิ่งที่โลกต้องการคือสิ่งที่เป็นวัตถุนิยม พวกเขาไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งสิ้นที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับตัวเองหรือในด้านจิตตารมณ์ พวกเขาละทิ้งพระหรรษทานแห่งความเชื่อ,ไม่รู้ถึงแก่นที่แท้จริงของศาสนา  ปฏิเสธความหวังในชีวิตอนาคต  ปฏิเสธแม้แต่องค์พระเจ้า  เกี่ยวกับความรักเมตตาทุกวันนี้โลกรู้แต่เพียงความหมาย แต่ไม่รู้ถึงจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด  มันสามารถแยกแยะคุณความดีได้  แต่ไม่สามารถแยกองค์ประกอบของมันได้  “Aminalis homo  percipit quae sunt spiritus Dei” เหมือนอย่างที่นักบุญเปาโล (St. Paul) ในการชักชวนคนในวันนี้ “วิญญาณที่กำลังจะเสียไปต้องรักษาไว้  ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสอนผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยถึงแก่นของศาสนาว่า  การให้ทานเป็นความจำเป็น ที่นำไปสู่ความรักของพระเจ้า ผู้ซึ่งวันหนึ่งจะประทานรางวัลให้สำหรับผู้ที่ใจบุญ” นี่เป็นสิ่งที่คนทุกวันนี้ไม่เข้าใจ  เราต้องปรับตัวเองให้เข้ากับพวกเขา  และการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา  พระเจ้าทรงแสดงพระองค์ให้พวกนอกศาสนารู้ถึงกฎของธรรมชาติ  ถึงพวกยิว ตามความหมายในพระคัมภีร์ไบเบิล,ถึงการแยกพวกกรีก ผ่านธรรมเนียมปฏิบัติของปิตาจารย์,ถึงโปรแตสแทนท์ (Protestants) ในเรื่องพระวรสาร,ถึงการทำกุศลในศตวรรษนี้  จงบอกคนในวันนี้ว่า  ผมกำลังจะเอาพวกเด็กๆ ออกไปจากถนนเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องประสบอุบัติเหตุหรือตกลงไปในท่อน้ำทิ้ง  ผมจะนำพวกเขาไปยังที่พัก ที่ซึ่งพวกเขาจะไม่สูญเสียความสดชื่นในชีวิตวัยเยาว์เพราะความชั่วและความเสเพล ผมขอร่วมกับพวกเขาสร้างโรงเรียนเพื่อสั่งสอนพวกเขาเพื่อที่เขาจะไม่กลายเป็นคนเกเรของสังคมและพบจุดจบในคุก  ผมกำลังเรียกพวกเขาและกำลังคอยดูพวกเขา ดังนั้นพวกเขาก็จะไม่คอยแต่ขัดขวางกันและกัน  เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้เริ่มทำความเข้าใจและหันมาสู่ความเชื่อ” (BS 8 [1884] N.6,pp. 89-90).

       พระคาร์ดินัล Ottaviano  Alimonda แห่งตูรินมีความเห็นเช่นเดียวกัน  ท่านได้พูดในโอกาสเดือนแห่งความรำลึก” (month's mind) ของคุณพ่อบอสโกเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 1888 ว่า  ถ้าพระวรสารหยั่งรู้โลกและกฎของธรรมชาติของความรักความเมตตาอันศักดิ์สิทธิ์  คุณพ่อบอสโกก็ใช้ความรักเมตตาจากเบื้องบนในศตวรรษที่ 16  ความรักเมตตาต่อเพื่อนบ้านและต่อผู้ที่มีความเชื่อที่ว่า  ความดีของพระเจ้ามีมากเกินกว่าบาปของมนุษย์

       หนังสือพิมพ์อิสระหลายฉบับยอมรับในจุดเดียวกันเมื่อเวลาที่คุณพ่อบอสโกเสียชีวิต  หนึ่งในพวกนั้นชื่อ “Corriere della sera” แห่งมิลาน เขียนว่า  “แม้ว่าเราใช้เวลานานที่จะเห็นด้วยกับท่านในเนื้อหาของการปกครอง  แต่เราก็ไม่สามารถที่จะไม่ชื่นชมงานที่ท่านทำ  เราสามารถนับคนมากมายในทุ่งแห่งเสรีภาพ  คนที่เกิดจากการรวบรวมของคุณพ่อบอสโก  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอำนาจแห่งพระเมตตา  และการปกปักรักษา ซึ่งทำให้ท่านสามารถแพร่ขยายงานและประสบความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์

 

    
-TOP-