สิ่งที่ผมไม่ชอบ เวลาขับรถไปตามถนนในกรุงเทพฯ คือ ขับรถตามหลังรถแท็กซี่
       เห็นเมื่อไร จะต้องพยายามแซงให้พ้น หรือเปลี่ยนเส้นทางวิ่ง
       จะว่าผมมีอะไรผูกเจ็บเป็นการส่วนตัวกับคนขับแท็กซี่ก็เปล่า เพราะไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับคนทำงานอาชีพนี้เลย
       แม้บางครั้งต้องใช้การบริการแท็กซี่ และพูดคุยออกรสออกชาดกับคนขับ  แต่ก็เพียงทักทายถามทุกข์ถามสุขประสาคนร่วมชาติ
       ที่ว่าไม่ชอบขับรถตามหลังรถแท็กซี่ จะพูดกันให้รัดกุมแล้ว ผมไม่ได้หมายถึงทุกคัน
        เฉพาะรถแท็กซี่ที่ไม่มีผู้โดยสาร              
       คนขับจะขับไป ตามองหาผู้โดยสารข้างทางไป โดยไม่คำนึงว่า มีรถอะไรตามหลังมาบ้าง
       ไม่คิดด้วยซ้ำว่า คนอื่นเขาต้องรีบไปรีบกลับ ขับไปเรื่อยเปื่อย
       ตาจะอยู่นอกถนนมากกว่าในถนน  เหลือบไปเห็นผู้โดยสารเมื่อไร ก็จะหยุดรถกระทันหัน ไม่คิดถึงคันหลังตามมา ที่คนขับต้องเหยียบเบรคตามจนตัวโยก
       ใจหายใจคว่ำกับการต้องหยุดรถกรั้นชิดยังไม่พอ ยังต้องรอให้เขาพูดจาตกลงกันเป็นนานสองนาน ก่อนที่ออกรถต่อไปได้
       และถ้าตกลงกันไม่ได้  ก็ต้องทำใจขับรถตามเรื่อยเปื่อยไปเหมือนเดิม พร้อมกับความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ พร้อมจะหยุดรถได้ทุกเมื่อ
       ช่างต่างไปจากคนขับรถแท็กซี่ที่มีผู้โดยสาร
       คนขับจึงรีบเร่ง รวดเร็ว แซงซ้ายแซงขวา จนบางครั้งน่าหวาดเสียว

       แม้จะเป็นแท็กซี่หาเช้ากินค่ำด้วยกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
       คันที่ไม่มีผู้โดยสาร   ไม่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน  วิ่งไปเรื่อยเปื่อยจอดนั่นแวะนี่  ขณะที่เผาผลาญเชื้อเพลิงไปอย่างมีคุณค่า

       แม้บ่อยครั้งต้องทำใจเมื่อต้องขับรถตามหลังรถแท็กซี่  แต่ทำให้ผมเห็นสัจธรรมชีวิตหลายแง่หลายมุม
       คนเราทุกวันนี้ ก็ไม่ผิดกับรถแท็กซี่นัก
       บางคนมีชีวิตไปวันหนึ่งๆ โดยไม่มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน
       วอกแวก แวะเวียน ไปเรื่อยๆ ตามรายทางชีวิต

       เที่ยวมองหาเป้าหมายชีวิตที่นั่นที่นี่ โดยยังไม่รู้ว่า ต้องการอะไรแน่ๆ ในชีวิต
       นอกจากจะไม่ก้าวเดินไปข้างหน้าแล้ว ยังกีดขวางเป็นอุปสรรคทำให้คนที่มีเป้าหมายชัดเจนต้องล่าช้าตามไปด้วย
       ในเมื่อไร้ซึ่งเป้าหมาย  พลังและศักยภาพในตัวหดหายไปทีละน้อย ความกระตือรือล้นก็เจือจางกลายเป็นความเรื่อยเปื่อย เช้าชามเย็นชาม
       ชีวิตผลาญไปวันๆ อย่างไร้คุณค่า เห็นแล้วให้รู้สึกเสียดาย
       ช่างต่างกับคนที่มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนแน่นอน
       แม้กระทั่งการเดินการเหิรก็ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
       ชีวิตวันหนึ่งๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความหนักแน่น ไม่วอกแวก โลเล
       พลังและศักยภาพทั้งหมดถูกนำมาและพัฒนาอย่างไม่รู้หมด
       คนประเภทนี้ย่างเท้าก้าวเดินไปที่ไหน  จะก่อให้เกิดความเลื่อนไหวไปรอบๆ ดุจดังพลังแฝงที่แผ่ซ่านออกมา
       เพียงแค่อยู่ใกล้ชิด  ก็ให้รู้สึกว่าชีวิตมีรสชาด ท้าทาย เรียกร้อง เชื้อเชิญ  จนอดไม่ได้ที่จะเดินตามไปด้วย

       หากทุกชีวิตมีเป้าหมายเด่นชัด สังคมคงน่าอยู่มากกว่านี้
       เหมือนรถแท็กซี่มีผู้โดยสาร การจราจรคงคล่องขึ้นอีกนิด อุบัติเหตุน้อยลงอีกหน่อย แน่ๆ •

 



-TOP-