หน้า 1      

       

02 กรกฎาคม 1990


 

          ออกเดินทางจากวัดเวลา 7.00 น.  หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว คุณพ่อ Luck ขับรถไปส่งที่ป้ายรถ Bonanza

          มีคนรอรถหลายคนตอนที่รถมาถึงตรงตามเวลา ถึง Hartford ก็ถามหารถ Grey Hound ปรากฏว่าต้องรอถึงบ่ายสองกว่า… ถามเวลาไว้เหมือนกัน แต่เวลาที่ได้เป็นของเมืองอื่น ส่วนเวลาของ New Rochelle ที่ถามจาก New Rochelle กลับไม่ได้ให้ความสนใจ

          เมื่อเห็นว่าต้องรออีกนาน เลยถามเวลารถไฟ Amtrak แล้วก็ตัดสินใจกลับรถไฟ… นึกเสียดายเงินของรถ Grey Hound เหมือนกัน ก็พอดีนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นมีหนุ่มคนหนึ่ง เอาตั๋วไปคืนและขอเงิน เพราะเที่ยวที่จะไปนั้นไม่มีรถ… เลยเอาตั๋วของ Grey Hound ไปคืนพนักงานขายตั๋วผิวดำ… เขาก็ไม่ว่าอะไร เพียงขอชื่อและที่อยู่แล้วก็ให้เงินค่าโดยสารขากลับ 18 ดอลลาร์ จากราคาตั๋วไปกลับ 36 ดอลลาร์ โดยไม่มีการหักเงินแต่อย่างใด… น่าชมไปอีกอย่างแถมไม่ต้องมีพิธีการอะไรยุ่งยากด้วย

          รถ Amtrak เป็นรถไฟของอเมริกา มีเครือข่ายการวิ่งทั่วประเทศ… ตู้โดยสารยาวและกว้างขวาง มีที่นั่งข้างละสอง ปรับได้เหมือนที่นั่งเครื่องบิน มีโต๊ะที่ติดอยู่ด้านหลังของที่นั่ง กางออกมาวางถาดอาหารได้เหมือนที่นั่งบนเครื่องบินเหมือนกัน… ห้องน้ำอยู่ด้านท้ายสองข้างตู้โดยสาร มีห้องน้ำชายและหญิงแยกอยู่คนละด้าน ห้องน้ำสะอาดและมีทุกอย่างครบ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดมือ กระจกเงา… ส่วนหลุมส้วมค่อนข้างใหญ่ มีน้ำชักโครกสีฟ้าประเภทเดียวกับที่เห็นบนเครื่องบิน… กากที่ถ่ายออกจะอยู่ในถังด้านล่าง แต่จะมีการละลายจนเป็นน้ำสีน้ำเงิน เลยมองไม่ออกว่าเป็นอะไร

          รถไม่เต็มเพราะเป็นวันธรรมดา… คนเดินทางส่วนมากจะเป็นพวกมีอายุ เกษียณแล้ว… รถวิ่งเร็วดี แต่จอดเกือบทุกสถานี มีตอนหนึ่งจอดอยู่นาน มีการประกาศว่าทางสถานียังไม่ยอมให้เข้า โดยไม่บอกเหตุผล เมื่อรู้เหตุผลแล้วจะแจ้งให้ผู้โดยสารทราบ… ผู้โดยสารก็ไม่ว่าอะไร กลับพูดเป็นเชิงตลกและหัวเราะกันลั่นรถ

          มองดูเวลาแล้วเห็นว่าคงกลับบ้านไม่ทันอาหารเที่ยงเลยเดินไปตู้เสบียง เขามีอาหารเย็นๆ ขาย นอกจากกาแฟร้อนอย่างเดียว นอกนั้นก็เป็นประเภทแซนด์วิช และขนมปังคุ๊กกี้เป็นส่วนใหญ่… เขามีถาดกระดาษใส่ให้ แล้วต่างคนต่างถือกลับมานั่งทานในที่นั่ง… ทานเสร็จก็เดินไปทิ้งที่เหลือลงถังขยะข้างห้องน้ำ เขาจัดที่ทิ้งไว้เรียบร้อยเพียงแต่ดันฝาแล้วก็หย่อนขยะลงไป ในแง่นี้ก็เห็นถึงความรับผิดชอบของชาวอเมริกันอย่างหนึ่ง ไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาดแม้ว่ากินเสร็จแล้ว แม้อาจจะวางไว้โต๊ะหน้าที่นั่งแล้วลงรถไฟก็ได้ แต่ก็เห็นทุกคนเอาขยะของตนไปทิ้งเสมอ

          คนเราถ้าได้รับการปลูกฝังให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว กฎหยุมหยิมไม่ต้องมีก็ได้… ไม่ว่าการทิ้งขยะ หรือการต่อแถว ก็มีเหมือนกันที่คนมักง่าย ทิ้งขยะหรือลัดคิว เขาก็ไม่ว่าอะไร แต่สายตาบอกให้รู้ว่าไม่เห็นด้วย ระคนแปลกใจว่าคนไร้อารยธรรมมาจากไหน! แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่มียางอายต้องรู้สึกได้เหมือนกัน… คนไม่ดีและคนมักง่ายมีอยู่ทุกแห่ง แต่คนที่รับผิดชอบและแสดงออกถึงความรับผิดชอบที่แท้จริงจะเป็นเครื่องเตือนให้คนที่ขาดความรับผิดชอบและมักง่ายรู้สึกว่าตนทำไม่ถูก… หากมีคนรับผิดชอบและไม่มักง่ายมากเท่าไร คนที่ขาดความรับผิดชอบและมักง่ายจะค่อยๆ หมดไป ที่สุดคนประเภทนี้จะรู้สึกเองว่าตนเองทำไม่ถูกและเริ่มเปลี่ยนท่าที… เสียดายที่ในหลายๆ สังคมมีคนมักง่ายและขาดความรับผิดชอบต่อสังคม มีมากเสียจนทำให้คนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมต้องรู้สึกว่าตนเองผิดปกติไป ในสังคมดังกล่าวจิตใจของผู้คนจะไม่สูง ชีวิตสังคมก็พลอยแย่ไปด้วย และไม่น่าอยู่ด้วยประการทั้งปวง

          ไปถึงบ้าน มีความรู้สึกโล่งอก และมีความมั่นใจขึ้นเป็นกอง… มาคิดดูว่าบ่อยครั้งเราขาดความมั่นใจเพราะขาดความกล้า เราขาดความกล้าเพราะไม่อยากทำตรงข้ามกับความรู้สึก… เราอาจรู้สึกไม่อยากถาม ก็พยายามฝืนความรู้สึกถาม ก็ได้ความกล้าและความมั่นใจ… เราอาจจะไม่ชอบเข้าหาคนและพูดคุยทักทาย เราฝืนความรู้สึกและเข้าหาทักทาย เราก็ได้มนุษย์สัมพันธ์และมีความกล้าในการทักทายคนอื่นมากขึ้น… เราอาจจะอายไม่อยากทำ กลัวคนอื่นจะมองจะพูด… เราฝืนความรู้สึกกล้าได้กล้าเสีย และทำ… เราก็ได้ความกล้าและมีความมั่นใจ จนเราเองต้องพูดกับตนเองว่า มันก็แค่นี้เอง คิดว่าจะยาก คิดว่าจะแย่ คิดว่าจะเป็นไปไม่ได้… เรามักจะกลัวก่อนทำเลยไม่กล้าลงมือทำ ทั้งๆที่สิ่งที่เรากลัวนั้นไม่มีอย่างที่เราคิดหรือวาดภาพไว้ บ่อยครั้งก่อนเดินทางไปไหน เรามาคิดดูแล้วห่วงนั่นห่วงนี่ เผลอๆ นอนไม่หลับเพราะเป็นกังวน แต่พอเดินทางจริงๆ กลับไม่มีอะไรอย่างที่เรานึกไว้เลย

            ทุกครั้งที่กล้าทำอะไร โดยฝืนความรู้สึกกลัว อาย… ของเรา เราก็มีความกล้าและมีความมั่นใจขึ้น

          บ่อยครั้งเราอาจจะไม่อยากเข้าหาและพูดคุยกับคน เพราะกลัวว่าจะได้รับการปฏิเสธ… เราเลยเฉยไว้ คนผ่านชีวิตเราไปหลายคนโดยไม่มีโอกาสได้เป็นเพื่อนหรือรู้จักกันเลย บางครั้งต่างฝ่ายต่างเกรงว่าจะได้รับการปฏิเสธ เลยไม่เข้าหากัน แต่พอเข้าหากันแล้ว ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างก็อยากคุยด้วย อยากจะรู้จัก แต่ไม่กล้า… จริงอยู่ มีบางครั้งเราอาจจะได้รับการปฏิเสธ แต่ก็เป็นบางคนหรือเฉพาะราย ซึ่งเราเองก็ไม่เสียหายอะไร ตรงข้ามเป็นเขาเสียอีกที่เสียภาพพจน์… เราจะยอมให้คนสองคนที่ปฏิเสธเรา ทำให้เราต้องสูญเสียคนที่จะเป็นเพื่อน หรือคนรู้จักกันอีกจำนวนมากทำไม! น่าคิด… ที่จริงแล้วคนเราทุกคนก็อยากพูดคุยรู้จักกัน เพียงแต่ไม่กล้าจะเริ่ม เพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างไร! •

 

 

 


 

 

 
 


-TOP-