หน้า 1       

       

21 มิถุนายน 1990


          บันทึกของเมื่อวานยืดยาวเชียว ก็จะไม่ให้ยาวได้อย่างไร เดินทางก็ยังยืดยาว แถมวันที่ 20 ก็เป็นวันยาวที่สุดในชีวิตด้วย เพราะยาวเท่ากับสองวันรวมกัน

          ตื่นปกติเพราะได้ยินเสียงคนเดินชั้นบน มองดูตารางเวลาที่เขาวางไว้บนเตียงเมื่อคืน เห็นตารางเวลาอาหารเช้าตั้งแต่ 8.00 – 8.30 จึงรีบแต่ชุดใหญ่ขึ้นมา พบพ่อหลายองค์นั่งท่านอาหารอยู่แล้ว พ่อธรรมทูตจากเมืองไทยที่มาเทศน์ด้วยกันก็นั่งอยู่นั่น มีการเดินเข้าจับมือทักทาย พยายามทำให้ดูอบอุ่น ก็ได้รับการต้อนรับดีพอควร


วันแรกของการรับประทานอาหาร


          เคยเจอคุณพ่อชาวอินเดียที่โรมตอนประชุมสมัชชาใหญ่ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เขาบอกว่าการต้อนรับของคนอเมริกันเย็นชา ตัวใครตัวมัน ไม่มีการเชิญ หิวก็มากิน… ก็เลยทำใจไว้เรียบร้อยเพื่อเตรียมรับการต้อนรับดังกล่าว แต่ปรากฏว่าไม่จริงไปหมด บังเอิญเจอคุณพ่อชาวสเปญที่เคยประชุมนักเขียน
ซาเลเซียนที่เมือง TURINO เขาดูแลสำนักพิมพ์ใหญ่อยู่ที่เมืองบาร์เซโลนา ดูเหมือนจะชื่อ CARLOS ก็เลยรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอีกกอง แถมมีคนบอกว่าเขาเป็นคนรู้จักคนแยะ ก็เลยคิดว่า OK คงจะไม่เย็นชาจนถึงขนาดกับหนาวจนแข็ง

          พอได้ที่นั่งก็ถือจานเดินเข้าครัว ก็ได้ยินว่าต้องช่วยเหลือตัวเองนี่ เจอคุณพ่ออินเดียที่มาเรียนอยู่ เขาเห็นว่าใหม่เลยอาสาจะช่วย เลยถามเขาว่าพอจะหาไข่ดาวกินสักฟองได้หรือเปล่า? เขาก็หัวเราะออกมาแบบพยายามบังคับตัวเต็มที่ แล้วกระซิบว่าที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรานะจะบอกให้… โน่นแน่ อาหารเช้า ก็พวก SEREAL หรือเกล็ดสารพัดเทใส่ถ้วย แล้วก็เติมนม ตักกินนั่นแหละ! ก็ไม่ว่ากัน จัดแจงทำตัวให้ดูธรรมชาติที่สุด พร้อมกับกาแฟอเมริกัน (ที่ไม่มีกาเฟอีน) อีกถ้วย  แล้วก็หาที่นั่ง กินอย่างธรรมชาติที่สุดราวกับทานเป็นประจำ… คุยกับคุณพ่อ CARLOS ก็ได้ความว่าเขากำลังมาเรียนภาษาอังกฤษ… พอได้ยินเขาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงสเปนแล้วสบายใจ… ของเรานับว่าดีแค่ไหน ก็ขนาดพ่อ CARLOS ยังชมและถามว่าไปแอบเรียนที่ไหนมา

          กำลังคุยเพลิน คุณพ่ออธิการบ้านเจ้าคณะเดินเข้ามา… หน้าตาแดง คล้ายตากแดดหรือกินเหล้าเดินถือกุญแจมา นึกว่าจะมาให้ห้องใหม่… ที่ไหนได้ บอกว่านอนห้องประชุมไปก่อนนะ เพราะห้องชั้นบนเต็ม! ก็ไม่ว่ากัน แต่ในใจก็คิดว่าพ่อ CARPELLETTI คงจะหมายตาห้องไว้ให้แล้ว หรือถ้าไม่มีจริงๆก็ไม่ว่ากัน นอนต่อได้อยู่แล้ว

          คุณพ่อธรรมทูตจากเมืองไทยมาทักทาย บอกว่ามาถึงเมื่อวานตอนบ่าย มีห้องอยู่ข้างบนแต่อยู่ได้แค่ 2 วัน แล้วต้องย้ายไปไหนยังไม่รู้ ก็เลยอุ่นใจว่าคงจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่เราคนเดียว

          …เป็นอย่างนี่แหละชีวิต เวลาเราดูเราคนเดียว และเห็นเฉพาะเราคนเดียวที่ต้องเจอกับสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ หรือไม่คาดหมาย เราจะรู้สึกว่าเราโชคร้ายและถามตัวเราว่าทำไมต้องเป็นเรา!… แล้วก็คิดน้อยเนื้อต่ำใจ แต่พอมองรอบข้างและถามไถ่ ก็จะเห็นว่าเป็นคนละเรื่อง ความรู้สึกดีขึ้นมาก… คนเรากลัวที่จะต้องเป็นคนเดียว… อยู่คนเดียว… ลำบากโชคร้ายคนเดียว… พอรู้ว่ามีคนอื่นด้วย สิ่งที่ดูเหมือนจะเหลือบ่ากว่าแรง ก็ดูจะเบาขึ้นแยะ… ไม่น่าเล่า พระเจ้าจึงทรงสั่งให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน และอยู่เคียงข้างใกล้ชิดกัน สิ่งที่หนักก็กลายเป็นเบา ความทุกข์ทรมานมากก็กลายเป็นน้อยลง ปัญหาใหญ่ก็จะกลายเป็นเล็ก… เสียดายที่คนเราเห็นแก่ตัว พยายามจะหลบหลีกกันให้ไกล ทั้งยามทุกข์และยามสุข… สุขก็อยากจะสุขคนเดียว กลัวคนอื่นมาแย่ง ทำให้ความสุขลดน้อยถอยลง… ยามทุกข์ก็อยากจะทุกข์คนเดียว กลัวคนอื่นจะมารู้เข้า จะเสียหน้า… ทุกข์คนเดียวยังไม่พอ ยังคิดไปอีกว่าทำไมต้องเป็นตัวฉันคนเดียว คนอื่นเขาไม่เห็นจะโชคร้ายแบบฉัน? กลายเป็นว่าความทุกข์ที่มีอยู่ก็เพิ่มความทุกข์มากขึ้นอีกอย่าง กล่าวคือ ทุกข์ในชะตากรรม + ความน้อยใจ + ความรู้สึกต่างๆ ก็เลยทุกข์+ทุกข์+ทุกข์


 


 

 

next>>    
 


-TOP-